"สมหมาย ภาษี" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกโรงฟาดแรงถึงนักการเมืองและอดีต รมต.ที่ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทสู้วิกฤต ซัดเจ็บ "แก่เพราะอายุอย่างเดียว" ชี้การกู้เงินคือกลไกปกติที่มหาอำนาจใช้ดัน GDP โต้ตรรกะกู้เงินคือการทิ้งภาระให้ลูกหลาน พร้อมแนะรัฐบาล “อนุทิน” อย่าหยุดแค่การแจกเงิน แต่ต้องเร่งผ่าตัดโครงสร้างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา และกฎหมาย หากหวังแก้ปัญหาชาติอย่างยั่งยืน
วันนี้ (15 มิ.ย.) นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาโพสต์ข้อความเสนอแนวคิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก
พร้อมโต้แย้งมุมมองที่มองว่าการกู้เงินเป็นภาระต่อคนรุ่นหลัง โดยชี้ว่าหลายประเทศก็ใช้การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและลงทุนในอนาคต สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ผู้เขียนมองว่าความคาดหวังของคนไทยไม่ได้อยู่แค่การแจกเงินช่วยเหลือ แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การคลัง การศึกษา และกฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
""มีสิ่งใดที่จะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้"
เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ปีนี้เอง ผมได้เขียนบทความสนับสนุนให้รัฐบาลกู้เงินด่วนมาแก้วิกฤตเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก อันเนื่องจากการก่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน แล้วมีผลทำให้น้ำมันและก๊าซที่เป็นยุทธปัจจัยหลักของโลกมีราคาสูงขึ้นจากก่อนสงครามถึงร่วมเท่าตัว แล้วบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ทยอยขึ้นตามมา
ไม่นานรัฐบาลไทยโดยการนำของท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ทำการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินภายในประเทศจำนวนสี่แสนล้านบาท แบ่งครึ่งหนึ่งมาทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งก็ได้ลงมือแจกจ่ายเงินไปแล้ว และกำลังจะปรับปรุงวิธีแจกจ่ายให้ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ตามข่าวที่ปรากฏชัดเจนในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว
หลังการเผยแพร่บทความไม่นาน ผมได้ติดตามความเห็นของประชาชนระดับที่อยากรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งคงได้รับความช่วยเหลือจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ไปแล้ว ได้แสดงความเห็นออกมาในเชิงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไปกู้เงินมาแจกในครั้งนี้ โดยสรุปได้ว่ารัฐบาลไปก่อหนี้ให้ลูกหลานเพิ่มขึ้นอีกแล้ว กู้ไม่รู้จักจบสิ้น อะไรทำนองนั้น
ยิ่งกว่านั้น ผมยังได้ฟังสื่อทางทีวีที่ได้เชิญผู้รู้ระดับเคยเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมาแล้วพูดเรื่องการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ท่านพูดว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องไปกู้เงินเร่งด่วนโดยการออกพระราชกำหนด เพื่อนำเงินไปแจกประชาชน ซึ่งสมัยผมรัฐบาลเขาไม่เคยกู้เงินมาแจกประชาชนกันเลย”
ผมฟังแล้วต้องร้องอนิจจาประเทศไทย พรรคการเมืองตั้งรัฐมนตรีแบบไม่รู้อะไรมาบริหารประเทศชาติหรือนี่ อายุปูนนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลตั้งแต่ยุคท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา ต่างก็ต้องกู้เงินมาใช้เพิ่มเติมเป็นงบขาดดุลงบประมาณมาบริหารประเทศกันทั้งนั้น ซึ่งรวมถึงงบที่นำไปแจกประชาชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำประชานิยมในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยด้วย
หลังจากนั้น ผมยังได้ฟังพรรคการเมืองระดับเก่าแก่ที่ประชาชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักชื่อแล้ว ได้ออกมาค้านในเรื่องนี้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกรันทดใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า เมืองไทยนี้นักการเมืองของเราแก่ได้เพราะอายุอย่างเดียวเท่านั้น
ในช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์วันนี้ ผมจึงใคร่ขอชี้แจงให้ประชาชนระดับหาเช้ากินค่ำและมีหนี้ครัวเรือนมากไปจนถึงมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยแต่เป็นผู้เสียภาษีทำนุบำรุงประเทศในสัดส่วนที่สูง จนถึงนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ทั้งหลายได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารประเทศมากขึ้นๆตลอดมา ดังนี้
ประการแรก ทุกประเทศนอกจากต้องยอมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ยังเห็นความจำเป็นที่รัฐจะต้องหาเงินมาใช้ทำนุบำรุงและลงทุนพัฒนาประเทศรวมทั้งเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศตนมีผลผลิตประชาชาติ หรือ GDP ขยายตัวเร็วขึ้นภายใต้หลักความก้าวหน้าที่มั่นคง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งจะเห็นชัดว่า ยิ่งประเทศที่เศรษฐกิจโตมากรัฐบาลของเขาก็จะยิ่งกู้เงินมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น
แต่ก็มีตัวอย่างที่ล้มเหลวจนเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจและการเงินเข้ามาแทน เช่น กรณีวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาในช่วง 18-19 ปีมาแล้ว หรือการเริ่มก่อตัวของวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้ ทำให้ต่างชาติได้โยกเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนออกมากสูงถึง 13 พันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว และจะไหลออกไปอีกไม่มากก็น้อย
ประการที่สอง ทุกประเทศต่างก็รู้ดีว่าประเทศเขาจำเป็นต้องแข่งขัน จำเป็นต้องก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ให้ล้าหลังประเทศอื่น จึงจำเป็นต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศให้มากที่สุด และทุกประเทศที่พอมีเครดิตก็ยอมรับว่าต้องมีการกู้เงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ฟังดูเหมือนผลักภาระไปให้ลูกหลาน แต่มีหลายประเทศที่คิดเป็น มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดี มีการกู้เงินไปด้วยและปรับปรุงระบบภาษีไปด้วย และมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นชนชาติของตนขึ้นมาได้เร็ว ก็สามารถเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในชาติที่ดีขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันนี้มีนักวิชาการและผู้รู้ที่เก่งไม่น้อยกว่าประเทศอื่น สามารถมองเห็นโอกาสที่จะทำการผลักดันให้ประเทศเติบโตได้ในหลายมิติ แต่การเมืองของไทยกลับเป็นตัวปิดกั้นสิ่งดีๆ ที่ควรทำเสียเอง ด้วยการไม่สลัดความคิดที่จะมุ่งหาแต่อำนาจ กระทำแต่สิ่งที่ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก โดยประพฤติมิชอบสารพัดที่คิดได้ หาได้คิดและตระหนักว่ารัฐต้องกระทำในสิ่งที่เป็นธรรมาภิบาลเท่านั้น
ถ้าจะถามว่าจะมีสิ่งใดที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้ในยามที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันโดยไม่แยแสกับสิ่งที่ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วครับที่รัฐบาลต้องหันมาคิดให้หนักถึงจุดอ่อนของประเทศที่หนักหนาสากรรจ์ยากที่จะจัดการให้ดีขึ้นได้ นับตั้งแต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน โครงสร้างการคลังภาครัฐที่มีแต่ถดถอยลงมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางการศึกษาที่ไม่สามารถผลิตพลเมืองให้ตรงกับความต้องการของประเทศที่จะต้องแข่งขันกับชาติอื่นให้ได้ และสุดท้ายก็เป็นการเร่งปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ในการบริหารประเทศที่มีแต่สิ่งที่ขัดต่อการเดินหน้า ให้เป็นกฎหมายที่สามารถเอื้อให้ประเทศก้าวเดินหน้าได้เร็วเหมือนประเทศอื่นเขา
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้"


