“สนธิ” เปิดโปงขบวนการ IO ระบอบสีน้ำเงิน คอยฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามที่วิพากษ์วิจารณ์ “อนุทิน-ภูมิใจไทย” เผยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอดีต “ติ่งลุงตู่” เปลี่ยนมาเป็นนางแบกค่ายสีน้ำเงิน ผู้นำขบวน อาทิ “โจ มณฑานี” “ปอง อัญชะลี” “กบ มโน” รวมถึง “โบว์ ณัฏฐา” ที่เปลี่ยนอุดมการณ์มาจากค่ายสีแดง ทั้งหมดทั้งมวลมี “ทองเจือ ชาติกิจเจริญ” คนรับใช้ใกล้ชิด “เนวิน” อยู่เบื้องหลัง
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ “สนธิเล่าเรื่อง” เช้าวันที่ 10 มิ.ย.2569 กล่าวถึงเครือข่ายสื่อและบุคคลบนโลกออนไลน์ ที่เป็นขบวนการ IO (Information Operation) ซึ่งเชื่อมโยงกับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ของพรรคภูมิใจไทย และกำลังใช้อิทธิพลและงบประมาณมหาศาลในการสร้างภาพลักษณ์และโจมตีผู้ที่เห็นต่าง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน "ระบอบสีน้ำเงิน" มีอำนาจทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นสามารถชักนำให้องค์กรอิสระดำเนินการในทิศทางที่เป็นคุณต่อฝ่ายตน พร้อมยกกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สวนทางกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ สิ่งหนึ่งที่ "ระบอบสีน้ำเงิน" ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ คือ สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา
นายสนธิกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจึงใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการสร้างเครือข่ายสนับสนุนผ่านสื่อและผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลและผู้นำพรรค รวมถึงสร้างกระแสให้พรรคเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมและผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ตนและสื่อในเครือผู้จัดการ และ NEWS1 คือกระดูกชิ้นเดียว ที่ฝั่งภูมิใจไทยไม่สามารถใช้เงินซื้อหรือควบคุมได้ ส่วนอินฟลูเอนเซอร์คนอื่นๆ เป็นแค่เพียงเบี้ยในเกมการเมืองภาพใหญ่
นายสนธิกล่าวว่า นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความแค้นกับพวกตนสะสมมามาก เนื่องจากสื่อของตนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งคำถามต่อนายอนุทินเรื่องพฤติกรรมทำงานไม่เป็น สมาธิสั้น และทำตัวเหมือนเล่นลิเก ไม่สมบทบาทนายกฯ
ประกอบกับการที่ นายเนวิน ชิดชอบพยายามจะปั้น นายไชยชนก ลูกชาย โดยให้ไปนั่งคุมกระทรวงดีอี เนื่องจากมีกลุ่มทุน (อย่าง บี แพลนบี, บอย สกาย) เข้ามาติดต่อเสนอโปรเจ็กต์ AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท นี่คือความผิดพลาดของนายเนวิน หากคิดจะปั้นลูกชายจริง ควรส่งไปทำผลงานการปราบเว็บพนันหรือเว็บเถื่อน ปราบสแกมเมอร์ ไม่ควรให้มาทำโปรเจกต์แบบนี้ตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ เรื่องที่ทำให้นายเนวิน เจ็บปวดที่สุดคือการถูกขุดคุ้ยเรื่องวุฒิการศึกษาของลูกชาย จนต้องหาทางตอบโต้กลับ จนสุดท้ายจึงคิด “แผนสกปรกใส่ร้ายเรื่องไถเงิน” ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฝั่งภูมิใจไทยเลือกใช้วิธีการเดิม ๆ แบบที่นายทักษิณ ชินวัตร เคยใช้ คือการปล่อยข่าวใส่ร้ายว่านายสนธิไปเรียกรับเงินจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
แต่แผนการนี้ไม่สำเร็จราบรื่นเพราะนายพิพัฒน์ เองก็อึกอัก ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าโดนไถเงิน เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริง อีกทั้งไม่มีหลักฐานด้วย จึงคอมเมนต์เพียงแค่ว่า “ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองหนึ่ง” มีเพียง นายอนุทินคนเดียวที่ออกมาเหน็บแนมคอมเมนต์ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร” เพราะตัวเองนั้นอัดอั้นมานานแล้วที่โดนวิพากษ์วิจารณ์จี้จุดมาตลอด
“โจ มณฑานี” แทคทีม “โบว์ ณัฏฐา” และ IO สีน้ำเงิน สาดโคลนบ้านพระอาทิตย์
นายสนธิกล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการบริหารจัดการปัญหาพลังงาน การตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวมถึงโครงการ TH-AI Passport และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นต้น น.ส.มณฑานี ตันติสุข หรือ "โจ มณฑานี" ได้มาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Jo Montanee” เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 มีกลุ่มคนรุมขุดนายพิพัฒน์และ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน แต่นายพิพัฒน์มีศักดิ์ศรีจึงไม่ให้
นายสนธิกล่าวว่า ภายหลังตนหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นพูดในรายการ "สนธิเล่าเรื่อง" น.ส.มณฑานีได้โพสต์ข้อความตอบโต้ โดยยืนยันว่าไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด และตั้งคำถามถึงการที่นายสนธิออกมาเรียกร้องให้แสดงหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม นายสนธิยืนยันว่า ประเด็นสำคัญที่ตนตั้งคำถามมาตลอดคือ หากมีการเรียกรับผลประโยชน์หรือมีการเสนอผลประโยชน์จริง ผู้กล่าวอ้างควรเปิดเผยหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และควรดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่การกล่าวหาในลักษณะกว้าง ๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
หากรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีถูกเรียกรับผลประโยชน์จริง ผู้บริหารประเทศควรสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ มากกว่าการแสดงความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมเห็นว่าผู้เสียหายควรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ โจ มณฑานี ที่ออกมาเดี่ยว ๆ แต่มาเป็นขบวนการ ไม่ว่าจะเป็น “โบว์” น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา ที่รีบออกมาโพสต์รับลูกทันทีว่า “สื่อตบทรัพย์มีเยอะมั้ยไม่รู้ แต่จะมีเจ้านึงที่เขารู้กันทั้งวงการ เพราะทำมาจนเป็นตำนาน ใครไม่อยากโดนเต้าข่าวด่าทุกวันก็จ่ายมา” พร้อมทิ้งท้ายว่า “ยังไม่ทันไรก็ร้อนตัว”
นายสนธิกล่าวว่า การโพสต์ของ น.ส.ณัฏฐา ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่ากำลังพาดพิงถึงตนและสื่อในเครือ แม้จะไม่มีการระบุชื่อโดยตรงก็ตาม แต่ลองย้อนกลับไปอ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ของโจ มณฑานี ว่าผู้ติดตามเข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงใคร และกำลังกล่าวหากลุ่มใด หลักกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องระบุชื่อบุคคลอย่างชัดเจน หากข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงใครและส่งผลให้เกิดความเสียหาย
IO เครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน
นายสนธิ กล่าวถึงเครือข่ายปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ของพรรคภูมิใจไทย ที่ตอนนี้มีการตั้งฉายาว่าเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ส่วนใหญ่จริง ๆ ก็คือ กลุ่มที่แตกตัวออกมาจาก กปปส. เก่า และเคยเป็น “ติ่งลุงตู่” หรือผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาก่อนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น
-น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก หรือ “ปอง” ที่ตอนนี้ไปอยู่ “แนวหน้า” ซึ่งมีเจ้าของก็คือ นายผรณเดช พูนศิริวงศ์ หรือ “น้ำมนต์” ซึ่งเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เพราะเป็นเพื่อนสนิทของลูกชาย ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะเรียกว่า “น้องปอง”
ทั้งนี้ นายสนธิกล่าวว่าสื่อ “แนวหน้า” ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ น.ส.อัญชะลี ได้นำประเด็นที่ โจ มณฑานี โพสต์ไปขายความใหญ่โตทันที พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการที่สื่อดังกล่าวและเครือข่ายทุ่มเทในการสนับสนุนนาย อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่ รวมทั้งมักนำข้อมูลจากกลุ่มที่เขาเรียกว่า "IO ผี" (เช่นกรณี ดร.ธาริณี วรินทรากุล) ไปขยายความต่อ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างถี่ถ้วน
นายสนธิระบุว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยต้องการขัดขวางการทำงานหรือวิธีการดำเนินงานของอีกฝ่าย และเลือกที่จะไม่หยิบยกเรื่องราวในอดีตขึ้นมาพูด แต่หากยังมีการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่กระทบต่อตนเอง ก็พร้อมที่จะออกมาชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลในมุมของตนเช่นกัน พร้อมประกาศว่า วันนี้จะเรียก น.ส.อัญชะลีว่าน้องเป็นวันสุดท้าย
-ท็อปนิวส์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเป็นติ่งลุงตู่ มาเป็นองครักษ์พิทักษ์ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์, เชียร์นโยบายรัฐบาลเกือบทุกเรื่อง จากเดิมที่แตก่อนเชียร์เรื่องการตรวจสอบทุจริต, ตรวจสอบเขากระโดง, ฮั้ว ส.ว. ตอนนี้ก็เงียบไปอย่างเห็นได้ชัด
-นอกจากนี้ยังมีคนบอกว่า “ไทยโพสต์” ของ นายวิโรจน์ งามแม้น หรือ เปลว สีเงิน ก็เป็นอีกสื่อที่ตกอยู่ในมนต์น้ำเงินบุรีรัมย์อีกเจ้าด้วย อย่าไรก็ตาม เชื่อว่าสิ่งที่นายวิโรจน์นำเสนอ น่าจะเป็นเพราะเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
ไม่นับกับบรรดาเพจข่าว และไอโอยิบย่อยทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Ringside การเมือง, Siam MiX – สยามมิกซ์, จักรวาลด้อมส้ม อวตารอีกมากมาย รวมถึง บุคคลที่หาตัวตนไม่ได้อย่างเช่น ดร.ธารินี วรินทรากุล ซึ่งตรวจสอบแล้ว ไม่มีตัวตนจริงๆ พวกนี้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ก็ไม่ใช่ IO ก็ไม่เชิง รับจ้างรีวิวสินค้าคือพรรคภูมิใจไทย แต่สินค้าที่รับมาด้อยคุณภาพ
โจ มณฑานี
นายสนธิ ได้กล่าวถึงนางสาว มณฑานี ตันติสุข (โจ) เพิ่มเติมว่า เคยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงและสื่อในช่วงปี 90 ถึง 2000 โดยมีผลงานหลากหลาย ทั้งการแสดง, พิธีกร, นักจัดรายการวิทยุ และคอลัมนิสต์ให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เธอได้เข้าไปทำรายการหรือคอนเทนต์ด้านการวางแผนการเงินในชื่อ Money Smart ซึ่งมีฐานแฟนคลับที่สนใจติดตามจำนวนหนึ่ง
จุดยืนทางการเมือง เคยเป็นผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเหนียวแน่นในอดีต เรียกตนเองว่าเป็นดีเอ็นเอลุงตู่ตัวจริง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุนหลักหรือ "นางแบก" ของพรรคภูมิใจไทย คอยโพสต์ข้อความปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล และระบอบสีน้ำเงินในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตพลังงาน หรือประเด็นทางการเมืองต่างๆ คอยฟาดพันกับคนที่วิพาก์วิจารณ์รัฐบาล เช่น เคยทะเลาะกับนักร้องดังอย่าง “สุนารี ราชสีมา” กรณีการเข้าคิวเติมน้ำมัน เป็นต้น
นอกจากนี้ นายสนธิสังเกตว่าเมื่อ โจ มณฑานีเปิดประเด็นโจมตีใคร นายอนุทินมักจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์นั้นๆ ด้วยตนเอง ซึ่งเขาตั้งคำถามถึงความใกล้ชิดและการสนับสนุนในเชิง IO
ณัฏฐา มหัทธนา (โบว์)
นายสนธิ ได้กล่าวถึง นางสาว ณัฏฐา มหัทธนา (โบว์) ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่มั่นคง จากอดีตที่เคยเป็นพิธีกรช่องโทรทัศน์ของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม (กลุ่มเสื้อแดง/ตระกูลชินวัตร) และเคยเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม 3 นิ้ว แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น "นางแบก" ให้กับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ของพรรคภูมิใจไทย คอยทำหน้าที่แก้ต่างและปกป้องนายอนุทินและเนวินในทุกกรณี
บทบาทในเครือข่ายสื่อ นายสนธิกล่าวถึงโบว์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ โดยมีหน้าที่ออกสื่อเพื่ออวยหรือแก้ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยในเรื่องที่เป็นประเด็นวิจารณ์ เช่น กรณีเขากระโดง หรือคดีต่างๆ
ทั้งนี้ โบว์เคยทำหน้าที่โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนายสนธิวิจารณ์ว่า ไม่สามารถชี้แจงประเด็นวิกฤตพลังงานหรือสถานการณ์การเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ซับซ้อน
กบ มโน
นาย สนธิ ยังได้กล่าวถึง “กบ มโน” หรือนาย ถิรวัฒน์ อุดินอักษร ซึ่งออกมาโพสต์ข้อความเหน็บแนมมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นการรับลูกหลังจาก โจ มณฑานี โพสตืเรื่องการรีดเงินจากนายพิพัฒน์ โดย
นายสนธิระบุว่า กบ มโน เป้นอีกคนที่เคยเป็นผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และต่อต้านกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องหรือเป็น "นางแบก" ให้กับพรรคภูมิใจไทยและระบอบสีน้ำเงินแทน
กรณีที่ กบ มโน พาดพิงถึงการบริจาคเงินผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายสนธิตอบโต้ ว่า กบ มโน ก็มักโพสต์ขอรับเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเขาตั้งคำถามถึงความสง่างามและความโปร่งใสในการกระทำดังกล่าว พร้อมเปรียบเทียบกับการทำงานของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินที่มีภารกิจเพื่อชาติและสถาบันฯ อย่างชัดเจน
นายสนธิกล่าวว่า กบ มโน เป็นเพียง "เด็กเมื่อวานซืน" ที่มีพฤติกรรมปากแจ๋ว แต่ไม่มีผลงานหรือข้อมูลข้อเท็จจริงที่แท้จริงในการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง และกล่าวหาว่าคุณกบมักนำข้อมูลผิดๆ มากล่าวโจมตีคนอื่น
นายสนธิ ระบุว่า “กบ มโน” เคยจัดรายการให้กับช่อง Top News ซึ่งเป็นสื่อที่มีกลุ่มทุนอย่างนายคีรี กาญจนพาสน์ สนับสนุน และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเคยทำงานร่วมกันในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการสัมปทานมอเตอร์เวย์ (สายบางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม BTS กับ ซิโน-ไทย และ ราช กรุ๊ป จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการนำเสนอเนื้อหาในทิศทางปกป้องพรรคดังกล่าว
ทองเจือ ชาติกิจเจริญ มือทำงานบนดิน-ใต้ดิน ระบอบสีน้ำเงิน
นายสนธิ ได้กล่าวถึง นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ หรือ “เจือ” ซึ่งเป็นคนรู้ใจ-ใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีสูงสุดแห่งพรรคภูมิใจไทย และ นายใหญ่แห่งระบอบสีน้ำเงิน
นายทองเจือ เป็น 1 ในทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ในแวดวงผู้สื่อข่าวทราบกันดีว่า ทองเจืเป็นหนึ่งในคณะทำงานของนายเนวิน ชิดชอบ มานานหลายสิบปี
นายสนธิ เล่าถึงประวัติความเป็นมาของนายทองเจอว่า เป็นคนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับ นายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ผู้ก่อตั้งบริษัท ทราฟฟิก คอนเนอร์ เข้าทำงานครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เคยเป็นนักข่าวการเมืองในเครือผู้จัดการ
หลังจากออกจากผู้จัดการ “ทองเจือ” เข้าไปทำงานให้กับ นายนิกร จำนง ในพรรคชาติไทย ทำให้ได้รู้จักกับนายเนวิน ชิดชอบ จากนั้นจึงเข้าไปทำงานกับนายสุรพงษ์ ร่วมกันทำ หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ตั้งแต่ร่วมก่อตั้ง
ยุคนั้นถือเป็นยุครุ่งเรืองของนายทองเจือ นอกจากก้าวกระโดดจากนักข่าวธรรมดา ขึ้นมาเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดรีมมีเดีย ในเครือของทราฟฟิกคอนเนอร์สยายปีกเข้าไปทำข่าวในช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุในเครือกรมประชาสัมพันธ์จำนวน 5 คลื่น โดยไม่มีการเปิดประมูลหรือให้มีการแข่งขัน ภายหลังจากที่ตระกูลวงศ์สวัสดิ์เข้าถือหุ้นในทราฟฟิกคอนเนอร์ และในเวลาต่อมานายสุรพงษ์ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับ พ.ต.ท.รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มบริษัท อาร์เอ็นที
เวลานั้นเอง “ทองเจือ” ได้เข้าจัดตั้งทีมงานโดยรวบรวมนักข่าวจำนวนหนึ่งมาทำงานด้านสื่อรับใช้ นายเนวินเต็มตัว โดยนำบริษัท เดอะรีพอร์ตเตอร์ จำกัด (ไม่ใช่ The Reporters ของแยม ฐปนีย์ ที่ตั้งมาที่หลังนายทองเจือเป็นสิบปี) ที่เคยจดทะเบียนเอาไว้มาใช้งานและเป็นแหล่งดูดเงินจากการสนับสนุนของนายเนวินเข้ามาสร้างเครือข่ายพิทักษ์ระบอบทักษิณ ในช่วงปี 2548-2549 ขณะที่นายเนวิน ยังซุกอยู่ใต้ปีกของระบอบทักษิณ เพื่อสู้รบกับผู้ที่ขับไล่ทักษิณอยู่ในเวลานั้น
การที่ “ทองเจือ” เข้ามาทำงานกับ “เนวิน” ทำให้นายทองเจือมีความสัมพันธ์กับ “กลุ่มแท็กซี่” ที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน นายทักษิณ ชินวัตร นายเนวินจึงใช้นายทองเจือเป็นมือทำงานตั้งแต่การประสานการออกมาเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง การจัดตั้งคลื่นวิทยุชุมชน รวบรวมอดีตผู้สื่อข่าวเข้ามาร่วมงาน
รวมถึงมีสื่อรายงานว่า “ทองเจือ” นี่เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของ “คาราวานคนจน” ที่สวนจตุจักร เพื่อให้กำลังในนายทักษิณ เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนตั้งแต่ มีนาคม-เมษายน 2549 รวมถึง การนำ “คาราวานคนจน” มาปิดล้อมหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เมื่อ วันที่ 30 มีนาคม 2549
นอกจากนั้น ยังอยู่เบื้องหลังการมาปิดล้อมสื่อเครือผู้จัดการ-ASTV ของม็อบแท็กซี่ , การออกหนังสือชื่อกู้ชาติมาโจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากนั้น นายทองเจือยังเป็นมือผลิตสื่ออื่น เช่น ใบปลิว ซีดี เพื่อโจมตีพันธมิตรฯ โดยพุ่งเป้ามาที่ผมเป็นหลัก
นอกจากนี้ในเวลานั้น ทีมงานของนายทองเจือ ในนามของ บริษัท เดอะรีพอร์ตเตอร์ จำกัด ได้เข้าไปทำข่าวในยูบีซี 9 ซึ่งเดิมถูกกำหนดให้เป็นโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับ พ.ต.ท.รวมนครเพื่อเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล แต่ต่อมาทางผู้บริหารยูบีซีได้สั่งให้ระงับการออกอากาศเนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ และนายสมัคร สุนทรเวช หนึ่งในผู้ดำเนินรายการทางช่องนี้ได้ออกมากล่าวหาว่ามีผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ บีบให้ปิดช่องยูบีซี 9 จนระเห็จออกมาตั้งวิทยุชุมชน กระทั่งออกมาเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 โดยดึงนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นจุดขาย
ทันทีที่ หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ปิดตัว นายทองเจือได้นำทีมงานมาสังกัดหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชื่อ “เดอะรีพอร์ตเตอร์” และหนังสือพิมพ์รายปักษ์ชื่อ “บางกอกนิวส์” ที่ตัวเองเป็นเจ้าของในนามของบริษัท เดอะรีพอร์ตเตอร์ จำกัด โดยนโยบายก็คือเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลและโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่นเดียวกับเว็บไซต์ที่เปิดตัวมาก่อนแล้ว
ต่อมา เมื่อ “เนวิน” หักกับ “ทักษิณ” ด้วยประโยคอันลือลั่นว่า “มันจบแล้วครับนาย” โดย “เนวิน” ถอยไปชักใยทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยทั้งทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต้ด "ทองเจือ" ก็ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
หลังการรัฐประหาร 2557 โดย คสช. ผ่านไปหลายปี ก่อนหน้า และภายหลังการเลือกตั้งปี 2562 “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของนายเนวิน ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มกลับเข้ามาสู่ยุทธจักรการเมือง นายเนวินก็เข้าไปรับใช้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายกรัฐมนตรี โดยส่งนายอนุทินไปเป็นตัวแทน
นายเนวินก็รู้ดีว่า นายอนุทินนั้นเป็นคนไม่มีแก่นสาร เน้นสุขนิยมไปวัน ๆ นายเนวินจึงส่ง “ทองเจือ” มาประกบอยู่ข้างกายนายอนุทิน โดยตลอดตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข, รมว.มหาดไทย จนถึงล่าสุดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
“นี่แหล่ะครับ “เจือ” หรือ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ มือขวาคนรู้ใจของเนวิน ผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการไอโอทั้งบนดิน, ใต้ดิน, Online, Offline รวมไปถึคงจัดม็อบ-จัดอีเวนต์ ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ทั้งหมดที่หลายคนอาจจะรู้จักแค่ผิวเผินว่า “พี่เจือ” แต่ยังไม่รู้เบื้องลึก หรือประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปของเขาว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นพวก “อดีตติ่งลุงตู่” ที่วันนี้กลายมาเป็น “องครักษ์พิทักษ์หนู และระบอบสีน้ำเงิน” โปรดรับรู้ และรับทราบเอาไว้ด้วย” นายสนธิ กล่าว.


