xs
xsm
sm
md
lg

จากสลัมดินแดงสู่โรงงานพริกพันล้าน! เปิดชีวิตสุดดราม่าของ “วิชาดา เดอ สมิท” เศรษฐินีหญิงแกร่งผู้เริ่มต้นจากชีวิตติดลบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ใครจะเชื่อว่า เบื้องหลัง บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชันแนล จำกัด อาณาจักรผู้ส่งออกพริกบดและเครื่องปรุงรสไทยรสแซ่บไปทั่วโลก เจ้าของโรงงานยักษ์ใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 300 ล้านบาท และยอดขายทะลุพันล้าน จะมีแม่ทัพหญิงที่ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครน้ำเน่า!

“คุณพิม-วิชาดา เดอ สมิท” สตรีผู้กุมบังเหียนอาณาจักรแห่งนี้ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร เธอไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่เธอเริ่มมาจากคำว่า “ติดลบ” ในซอกหลืบมืดๆ ของสลัมดินแดง! ชีวิตวัยเด็กไม่ได้วิ่งเล่นสนุกสนาน แต่ต้องโตมากับรอยแผลเป็นจากคมมีดอีโต้ตั้งแต่ยังไม่สิบขวบ เสียงร้องไห้ระงมของแม่ที่ป่วยทางจิต และเสียงสากกระทบคกในร้านส้มตำข้างทาง

ความจนและรอยแผลในวันนั้น กลายเป็นเบ้าหลอมความทรหดชั้นดีที่ทำให้เธอกัดฟันสู้ ขัดเกลาให้เด็กหญิงสลัมในวันนั้น กลายมาเป็นหญิงแกร่งผู้สร้างอาณาจักรพันล้านในวันนี้ ด้วยปฏิญาณเดียวในใจ... “กูจะไม่ยอมแพ้ให้ความจน เพราะความจนมันน่ากลัว!”...

.......................................................................................................................
รอยแผลจากมีดอีโต้และความทรหด: ปฐมบทแห่งชีวิตที่ติดลบในสลัมดินแดง

หากชีวิตของคนเราเริ่มต้นด้วย “ต้นทุน” ที่ไม่เท่ากัน ชีวิตของ “เด็กหญิงวิชาดา” คงนับเป็นชีวิตที่เกิดมาบนเศษเสี้ยวของความทรหดอย่างที่สุด ภาพจำแรกสุดในชีวิตไม่ใช่บ้านที่อบอุ่นหรือของเล่นเด็กอันทันสมัย หากแต่เป็นภาพความสลัวในรถเข็นส้มตำและคูน้ำครำในสลัมย่านดินแดง

“ถ้าคุณได้ฟังเรื่องราวของเราตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งหนึ่งที่คุณจะไม่ได้ยินเลยคือคำว่า ‘ต้นทุนชีวิต’ เพราะคำคำนี้ไม่เคยมีอยู่จริงสำหรับผู้หญิงที่ชื่อวิชาดา”

น้ำเสียงของคุณพิมเริ่มเล่าด้วยแววตาที่หนักแน่นแต่ทว่าแฝงด้วยความจริงใจอย่างที่สุด เธอย้อนความทรงจำไปในปีพุทธศักราช 2522 ปีที่เธอลืมตาดูโลกท่ามกลางเสียงสับมะละกอและเสียงสากกะเบือกระทบครกส้มตำ


“เราเกิดมาในครอบครัวคนอีสาน แม่เป็นคนร้อยเอ็ดที่หนีความยากจนมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 12 ปี มาล้างจานได้ค่าแรงเดือนละ 30 บาท จนมาพบกับพ่อที่เป็นคนขับรถเมล์ ชีวิตในสลัมสมัยก่อนมันป่าเถื่อนและโหดร้ายกว่าที่คนยุคนี้จะจินตนาการได้ พ่อของเราเป็นคนขี้เหล้าเมายา พอเหล้าเข้าปากเมื่อไหร่ ปีศาจในร่างจะออกมาทันที ภาพที่เราเห็นจนชินตาคือพ่อลากแม่ไปตบตี ขว้างปาข้าวของ บางวันกำลังตำส้มตำอยู่ พ่อเอาชามตราไก่ฟาดเข้าที่หัวแม่จนเลือดไหลอาบหน้าต่อสายตาลูกค้าที่ยืนรอ เราในวัยเด็กทำอะไรไม่ได้ นอกจากวิ่งหนีไปแจ้งตำรวจที่สถานีซึ่งห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตร วิ่งไปวิ่งกลับวันละหลายรอบ แต่คำตอบที่ได้รับจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในยุคนั้นกลับเป็นเพียงคำพูดว่า ผัวเมียตีกันเดี๋ยวก็หาย”

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทะเลาะเบาะแว้งของผู้ใหญ่ แต่มันบดขยี้ลงมาบนร่างอ้อนแอ้นของเด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณพิมชี้ให้ดูรอยแผลเป็นจางๆ ที่ซ่อนอยู่บนร่างกายอันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชีวิตที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด

“เราโดนเย็บแผลครั้งแรกตั้งแต่อายุยังไม่ถึงขวบ วันนั้นพ่อถือมีดอีโต้จะมาฟันแม่ แม่ซึ่งอุ้มเราอยู่พยายามเบี่ยงตัวหลบ คมมีดจึงถากเข้าที่ร่างของเราอย่างจัง ยังไม่นับรวมเหตุการณ์ตอนที่พ่อเกิดอาการบ้าคลั่ง เอาดีเซลหรือเบนซินมาราดรอบตัวแล้วจุดไฟหมายจะเผาทั้งบ้านและเผาเราให้ตายคากองเพลิง โชคดีที่เราไหวตัวทันและวิ่งหนีรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแผลในใจลึกๆ ที่ทำให้สภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งต้องเข้มแข็งกว่าอายุจริง ชะตาชีวิตบีบบังคับให้เราต้องโตเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่วันที่ยังพูดจาไม่ชัดคำด้วยซ้ำ”


เมื่อสภาพแวดล้อมภายในบ้านไร้ความสุข แม่ผู้รับแรงกระแทกทางอารมณ์และความเจ็บปวดจากการถูกกระทำมาอย่างยาวนานจึงเริ่มมีอาการซึมเศร้า จนในที่สุด รถพยาบาลจากสถาบันจิตเวชชื่อดังอย่างโรงพยาบาลศรีธัญญาต้องมาจอดเทียบหน้าบ้านเพื่อรับตัวผู้เป็นแม่ไปรักษา ทิ้งให้ร้านส้มตำตกอยู่ในความรับผิดชอบของเด็กหญิงวัยเยาว์และพี่สาว

“แม่ต้องเข้าโรงพยาบาลไปรักษารอบละ 3-4 เดือน... ในวัยเพียง 4-5 ขวบ เราต้องจับเงินสดวันละ 1,500 ถึง 2,000 บาท เพื่อทำหน้าที่ไปจ่ายตลาดหิ้วตะกร้าใบเบ้อเริ่มจนมือกิ่ว เราเริ่มซ้อมตำส้มตำตอน 4 ขวบกว่า พอ 5 ขวบก็ทำลาบเลือด ลาบปลาดุกได้คล่องแคล่ว พออายุ 6 ขวบ แม่แทบไม่มีแรงเหลือตอนที่กินยา เราต้องรับหน้าที่ตำพริกแกงเขียวหวาน แกงเผ็ด แกงเหลือง เองด้วยมือเปล่า วันละ 30 หม้อใหญ่! ร่วมกับต้มเนื้อตุ๋นก๋วยเตี๋ยวอีก 3 หม้อตุ๋นยักษ์ ขนปลาดุกและไก่มาเสียบไม้ย่างอีกวันละเป็นร้อยกิโลกรัม ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเตรียมของพวกนี้กับพี่สาวจนถึง 7 โมงเช้า ก่อนจะวิ่งกระหืดกระหอบไปโรงเรียนให้ทันเวลา”

การไปโรงเรียนสาย กลายเป็นกิจวัตรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เธอถูกคุณครูลงโทษด้วยการตีทุกเช้าจนกลายเป็นเรื่องชินชา ทว่าความลับเบื้องหลังหยาดเหงื่อของเด็กหญิงสู้ชีวิต กลับถูกเปิดเผยเมื่อคุณครูเดินทางมาเยี่ยมบ้านและพบสภาพความเป็นจริงที่โหดร้ายเกินบรรยาย ภาพของมารดาที่นั่งไม่ได้สติ และเด็กน้อยที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัว ทำให้แปรเปลี่ยนจากความเข้าใจผิดกลายมาเป็นความเอ็นดูและความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง รวมถึงพนักงานรถเมล์ที่อู่รถเมล์สาย 54 และแม่ค้าในตลาดที่ช่วยกันอุดหนุน


บทเรียนนรกในซอกหลืบสลัม: ความทรงจำอันปวดร้าวและการดิ้นรนด้วย ‘ภาษาเบิกทาง’

ความยากจนในสลัมไม่เพียงแต่พรากโอกาสทางการศึกษาและวัยเด็กที่สดใสไปจากคุณพิมเท่านั้น แต่มันยังพ่วงมาด้วยภัยคุกคามทางเพศและการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่ตลอดเวลา สภาพบ้านสังกะสีที่มีรูพรุนรอบด้านทำให้เธอต้องเผชิญกับการถูกคุกคามทางสายตาและการลวนลามตั้งแต่จำความได้

“ตอนอายุประมาณ 8-9 ขวบ เวลาจะอาบน้ำทีไร จะรู้เลยว่ามีสายตาของผู้ชายในสลัมแอบมองผ่านรูเบี้ยสังกะสีอยู่ตลอดเวลา มันเป็นความรู้สึกที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวจนกลายเป็นปมฝังใจที่ทำให้เราเกลียดผู้ชายไปในช่วงหนึ่งของชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะเด็กผู้หญิงที่เติบโตในแหล่งมั่วสุมขี้ยา เราเกือบจะโดนลากไปข่มขืนตั้งหลายครั้ง มีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากขายส้มตำเสร็จช่วงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์ เราจึงหิ้วหม้อกะละมังใส่เศษอาหารอันเบ้อเริ่มเดินเข้าไปใต้ซุ้มสลัมเพื่อเอาไปให้สุนัขจรจัดกิน พวกติดยาที่ซุ่มอยู่ตรงนั้นพุ่งเข้ามาลากตัวเราเข้ามุมมืด ทันใดนั้น ฝูงสุนัขจรจัดที่เราเคยให้อาหารกลับรุมเห่ากระโชกและพุ่งเข้ากัดไอ้ขี้ยาคนนั้นจนมันวิ่งหนีไป เรารอดชีวิตมาได้เพราะหมาเหล่านั้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกวันนี้ เราถึงรักและยอมสละเงินช่วยเหลือสัตว์ยากไร้อย่างมากมาย ที่โรงงานของเราตอนนี้รับหมาจรมาดูแลมากกว่า 200 ตัว”

หลังจากที่มารดาฮึดสู้และตัดสินใจแยกทางกับบิดาบังเกิดเกล้า ชีวิตของคุณพิมกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คิด เมื่อก้าวเข้าสู่ “ภาคสอง” ของความทุกข์ระทมในรูปแบบของพ่อเลี้ยงทหารผู้ชื่นชอบการดื่มสุราไม่ต่างจากคนเก่า

“พ่อเลี้ยงคนนี้บ้ารถมาก ขายลาบส้มตำเสร็จตี 1 กำลังจะล้มตัวลงนอนตอนตี 2 พ่อเลี้ยงจะปลุกเราขึ้นมาล้างรถเก๋งของเขาชั่วโมงครึ่งทุกคืน รถต้องสะอาดเอี่ยมห้ามมีรอยเลอะเด็ดขาด ผลคือเราแทบไม่ได้นอน พอไปเรียนหนังสือก็นั่งหลับคาโต๊ะ และเมื่ออายุได้ 15 ปี พ่อเลี้ยงไปเป่าหูแม่ว่าเราเริ่มริรักจะมีสามี แม่ซึ่งมีอาการประสาทแทรกซ้อนอยู่แล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ลากเราไปต่อหน้าผู้ชายในร้าน เอาน้ำร้อนมาราดตัวเรา ตีเราด้วยสาด (เสื่อ) อย่างทารุณ ทั้งที่ในความเป็นจริงเรายังเป็นเด็กซื่อๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวทางโลกอะไรเลย พี่สาวของเราทนไม่ไหวจนต้องเข้ามาล็อกตัวและปกป้องเราจากการทุบตีของแม่ มันเป็นภาพชีวิตที่บิดเบี้ยว ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน แต่เป็นสารตั้งต้นของความเจ็บปวดทั้งหมดในชีวิต”


ท่ามกลางคืนวันที่ขมุกขมัว สิ่งเดียวที่คุณพิมยึดมั่นเป็นเข็มทิศนำทางคือ “เราจะไม่ยอมกลับไปจนอีกเด็ดขาด เพราะความจนมันน่ากลัว จนทำให้มนุษย์ต้องอยู่กันเหมือนสัตว์ หรือบางทีสัตว์ยังอยู่ดีกว่าเสียอีก” เธอมองเห็นเจ๊เจ้าของที่ดินเดินเข้ามาไล่ที่ร้านส้มตำของแม่ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม วินาทีนั้นปณิธานในใจของเด็กหญิงวิชาดาก็ปะทุขึ้นว่า วันหนึ่งเธอจะต้องเป็น ‘อีเจ๊’ ที่ร่ำรวยและมีอำนาจให้ได้

เครื่องมือชิ้นแรกที่เธอเลือกใช้ในการทลายกำแพงสลัมคือ “ภาษาอังกฤษ” ในวัยเพียง 10-11 ขวบ ยอมขโมยเงินแม่เพื่อไปซื้อเทปคาสเซ็ทฝึกภาษาของ BBC ตลับละ 99 บาทมาเปิดฟังและออกเสียงตามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เราฝึกพูดภาษาอังกฤษจนคล่องแคล่วตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบกับทำเลร้านส้มตำตั้งอยู่ด้านหลังสถานบันเทิงชื่อดัง ‘เอ็มมานูเอล’ แถบรัชดา-ห้วยขวาง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินผ่านไปมาจำนวนมาก เด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุ 10 ขวบยืนตำส้มตำพร้อมกับพ่นภาษาอังกฤษไฟแลบชวนฝรั่งคุยเจื้อยแจ้ว กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์จนฝรั่งพากันเอาทัวร์มาลงที่ร้าน ช่วยซื้อส้มตำจนขายดิบขายดี ภาษาอังกฤษกลายมาเป็นใบเบิกทางชีวิตที่ทำให้เราได้รับทุนการศึกษาเรียนดีจากตรีเพชรอีซูซุ และได้รับการโอบอุ้มด้านเสื้อผ้าและรองเท้าจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมาตลอดจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6”

..........................................................................................................................
จากเวทีเสียงเพลงสู่แสงไฟในฟิตเนส: ลิขิตรักข้ามขอบฟ้ากับ ‘มิสเตอร์เออร์วิน’

ความรู้คืออาวุธเดียวที่จะเปลี่ยนชะตากรรมจากดินสู่ดาวได้จริง ... หลังจากการพากเพียรเรียนจนจบชั้นมัธยมปลายด้วยทุนการศึกษา คุณพิมก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพโดยมีคุณพ่อของเพื่อนเป็นผู้ออกทุนให้ในปีแรก ควบคู่ไปกับการทำงานส่งตัวเองอย่างทรหด ในยุคนั้นเธอทำทุกงานที่แปรเปลี่ยนเป็นเงินได้

“ชีวิตวัยรุ่นของเราไม่มีคำว่าเที่ยวเล่น นอนวันละ 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมตั้งแต่เด็กจนโต ช่วงที่เราเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถือเป็นโลกใบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับเด็กที่โตมาในสลัมและเรียนโรงเรียนวัด เราไม่ได้สนใจแสงสี รถหรู หรือแฟชั่นวัยรุ่น แต่กลับตื่นเต้นกับห้องสมุดติดแอร์ที่มีซาวด์อะเบาท์ วิดีโอ และสารานุกรมเล่มใหญ่ ๆ ที่ทำให้เราได้เห็นโลกกว้างอย่างกรุงโรม หอไอเฟล หรือเทพีเสรีภาพ เราขลุกตัวอยู่ที่นั่นตลอดปีแรก จนกระทั่งขึ้นปีที่สอง เงินเริ่มไม่พอใช้เพราะลำพังแม่ขายส้มตำคงส่งเสียไม่ไหว เพื่อนจึงชวนไปออดิชันร้องเพลง ด้วยความที่มีทักษะภาษาอังกฤษและชอบความบันเทิง เราจึงได้ร้องเพลงตามโรงแรมหรูและงานแต่งงานของมหาเศรษฐี ทำรายได้ขยับจากหลักร้อยจนแตะวันละ 5,000 บาท มีงานแน่นตลอด 365 วันจนแทบไม่ได้นอน แต่ก็ทำให้ได้เงินส่งตัวเองเรียนจนจบ”

พอเรียนจบ งานแรกของเธอคือการเป็นเลขาฯ ผู้บริหารโรงงานผลิตแห่งหนึ่งที่สระบุรี ซึ่งเจ้านายชาวอิตาลีวัย 70 ปีเป็นคนเลือกเธอเข้าทำงานด้วยเงินเดือนสูงถึง 25,000 บาท แม้จะต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ–สระบุรี วันละ 4 ชั่วโมงจนเหนื่อยล้า แต่หน้าที่หลักของเธอคือการจิบน้ำชาร่วมกับผู้บริหารและช่วยรับมือกับอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดของเขา ทุกครั้งที่เขาโมโหทุบโต๊ะ เธอจะใช้วิธีเอารูปสุนัขในสมุดพกให้ดูเพื่อชวนคุยเรื่องดี ๆ จนเขาอารมณ์เย็นลงและเอ็นดูเรามาก ต่อมาเธอตัดสินใจลาออกและไปสมัครเป็นเซลล์ที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส


“จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเราริเริ่มทำตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate) เป็นคนแรก ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครทำ เราไปเปิดตัวที่บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย แบบเล่นใหญ่มาก ทำตัวเป็นเทรนเนอร์ เปิดเพลงมาดอนน่า เต้นโชว์ความมั่นใจในชุดทูพีซและกางเกงรัดรูปขาสั้นต่อหน้าผู้ฟัง ผลลัพธ์คือเราสามารถเซ็นสัญญาได้ลูกค้ามาทีเดียวถึง 1,000 คนภายในวันเดียว จนชื่อของเราขึ้นแท่นเป็นพนักงานยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของเอเชีย (Top Asia Employee of the Month) บนปกของแคลิฟอร์เนีย ว้าว แม้ว่าฝ่ายบุคคลจะไม่พอใจเรื่องการแต่งตัวที่ดูโป๊เกินไปในยุคนั้น แต่เจ้าของฟิตเนสกลับชื่นชอบเรามากและพาไปไหนมาไหนด้วยตลอด ทว่าสุดท้ายในโลกการทำงานที่ต้องคอยระแวดระวังรอบตัวหากวันใดที่เจ้านายไม่อยู่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ได้พบกับสามี เราจึงตัดสินใจก้าวเดินต่อไปในเส้นทางใหม่”

“ช่วงที่เราทำงานอยู่ที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส มีอยู่วันหนึ่ง 'มิสเตอร์เออร์วิน เดอ สมิท' (Mr. Erwin De Smit CEO บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด) นักธุรกิจชาวฮอลแลนด์ซึ่งเป็นลูกค้าของเพื่อนร่วมงานวิ่งหน้าตาตื่นมาขอให้เราช่วยเรื่องด่วน เขาทำธุรกิจส่งออก และบอกว่ากำลังทุเรียนแช่แข็งไปกว่า 10 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าหลายสิบล้านบาท แต่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ยอมปล่อยใบอนุญาตให้ ตอนนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องเอกสารส่งออกหรือเรื่องอาหารเลยสักนิด แต่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เราบอกให้เขาเอาเบอร์โทรศัพท์มา แล้วเราก็จัดการสวมบทนักแสดงเจ้าบทบาท เล่นใหญ่ไฟกะพริบ โทรสายตรงเข้ากรมวิชาการเกษตรทันที!

“พอปลายสายรับ เราไม่ได้ดูเอกสารอะไรทั้งนั้น แต่พ่นไฟใส่ไปชุดใหญ่ว่า 'บริษัทนี้ๆๆ ส่งทุเรียนแช่แข็งออกไปเป็นสิบตู้ เกิดอะไรขึ้นทำไมคุณไม่ปล่อยเอกสาร? รู้ไหมว่าถ้าคุณทำแบบนี้ เกษตรกรไทยจะไม่ได้เงินเลยนะ! และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่บริษัทจากฮอลแลนด์เขาจะนำเข้าสินค้าเกษตรไทยไปสู่ตลาดโลก เพราะเขาจะยกเลิกการซื้อทั้งหมด! เราขอให้คุณปลดล็อกเอกสารตัวนี้ภายในบ่ายสามโมงวันนี้ ถ้าไม่ทำ...เราจะโทรหานายกรัฐมนตรี!' ปรากฏว่าลูกบ้าและพลังแห่งการขู่ได้ผลชะงัด! ก่อนเที่ยงวันนั้นมิสเตอร์สมิธโทรกลับมาหาเราพร้อมเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจว่าเอกสารอนุมัติเรียบร้อยและส่งออกได้ทันที วีรกรรมครั้งนี้ทำให้เขาประทับใจในตัวเราแบบสุด ๆ

“หลังจากนั้นเขาก็ชวนเราไปดูโรงงานพริกที่นครสวรรค์ แม้ตอนแรกสภาพโรงงานจะดูแห้งแล้งจนเราแอบระแวงว่าโดนหลอก แต่ระหว่างทางกลับ เขาก็เปิดใจเล่าว่าเงินที่รอดตายจากตู้ทุเรียนรอบก่อนต้องเอามาจ่ายค่าทำโรงงานและกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ด้วยความที่เริ่มผูกพันและเห็นใจ ประกอบกับช่วงนั้นเรากำลังอิ่มตัวกับปัญหาการเมืองในที่ทำงานพอดี มิสเตอร์เออร์วินจึงเสนอว่าจะขอจ่ายเงินดูแลเราไปทั้งชีวิต พร้อมให้เงินเดือนเบื้องต้น 100,000 บาทเพื่อให้เราลาออกมาช่วยงาน ความเป็นสุภาพบุรุษและความจริงใจของเขาทำให้เรามีใจ”

คุณพิม และ มิสเตอร์เออร์วิน
“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราตกหลุมรักกันโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเขาขอเราแต่งงาน ในปี พ.ศ. 2545 มิสเตอร์เออร์วินตัดสินใจเปิด บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ขึ้นมาก่อนล่วงหน้า 1 ปี ก่อนที่เราจะลาออกจากงานประจำเพื่อตามมาลุยธุรกิจร่วมกับเขาอย่างเต็มตัว การตัดสินใจทำ ‘โรงงานพริก’ ไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มาจากวิสัยทัศน์ที่เรามองเห็นว่า ประเทศไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ พริกและเครื่องเทศไทยเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์และมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก แต่ระบบอุตสาหกรรมการแปรรูปและส่งออกในขณะนั้นยังขาดมาตรฐานสากลและมีความโปร่งใสค่อนข้างต่ำ”

คุณพิมเล่าต่อว่า ก้าวแรกของการลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินทุนจำนวนจำกัดที่พวกเขารวบรวมมาจากน้ำพักน้ำแรง ทว่าสิ่งที่ยากยิ่งกว่าตัวเงินคือ “ระบบการทำงาน” แข่งกับเครือข่ายมาเฟียท้องถิ่นและลูกน้องที่ไร้ความซื่อสัตย์

“ช่วงปี 2002-2003 เป็นช่วงที่เราตั้งท้องลูกคนแรกพอดี มันเป็นช่วงชีวิตที่ทรมานและเหนื่อยสายตัวแทบขาด การเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องคุมคนงานไทยในโรงงานที่ระบบหลังบ้านยังไม่เป็นรูปเป็นรอยเท่าไหร่ เราต้องลุกขึ้นมาล้างบางและวางระบบบริหารจัดการใหม่ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น เวลาสามีส่งเราไปทวงเงินจากคู่ค้าหรือพ่อค้าคนกลางพริก บางครั้งคู่ค้าเหล่านั้นแกล้งนั่งขัดปืนขู่ต่อหน้าต่อตา จนเราต้องหันไปถามมิสเตอร์เออร์วินว่า ยู...เราจะไปต่อหรือพอแค่นี้? เราเพิ่งตั้งท้องนะและเราไม่อยากตายตอนนี้! แต่ด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ที่สืบทอดมาจากแม่ค้าส้มตำสลัมดินแดง เราบอกตัวเองว่า เราจะถอยไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเราถอยในวันนี้ เราก็ต้องกลับไปจนเหมือนเดิม”

..............................................................................................................................
น้ำคร่ำแตกคาเครื่องบดพริก: มรสุมความยากลำบากและการปลดล็อกสู่ตลาดโลก


ความทรหดของคุณพิมแกร่งกล้าถึงขนาดที่ว่า ในวันกำหนดคลอดลูกคนแรก เธอยังคงยืนคุมเครื่องจักรบดพริกอยู่ในโรงงานจนนาทีสุดท้าย

“วันนั้นน้ำคร่ำเราแตกคาโรงงานในขณะที่กำลังบดพริกอยู่เลยค่ะ! ลูกน้องพากันแตกตื่นอุ้มเราส่งโรงพยาบาล ผ่าคลอดลูกสาวตัวใหญ่หนักกว่า 4 กิโลกรัม พอเข้าวันที่ 3 หลังผ่าตัด แผลยังระบม เราถามหมอตรงๆ ว่าหนูจะเดินได้เมื่อไหร่ หมอบอกเป็นเดือน แต่เรารอไม่ได้ วันที่ 3 เราเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยไม้เท้า”

ภาพของผู้หญิงพึ่งคลอดลูกได้ 3 วันเศษ ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ อุ้มทารกแบเบาะเดินถือไม้เท้ากระเตงๆ ไปเสนอขาย “พริกดอง” ให้กับบริษัทคู่ค้าข้ามชาติกลายเป็นภาพที่ประทับอยู่ในใจของผู้พบเห็น

“ด้วยความที่เราเป็นแม่มือใหม่ ไม่รู้ว่ากลไกธรรมชาติของคนเป็นแม่คือน้ำนมจะพุ่งออกมาทุกชั่วโมง ระหว่างที่นั่งประชุมนำเสนอขายพริกกับบอร์ดบริหารชาวต่างชาติ น้ำนมของเราพุ่งไหลทะลักออกมาเปียกชุ่มเสื้อสูทจนน้าๆ ลูกค้าอุทานว้ายๆ ด้วยความตกใจ พี่ผู้หญิงคนหนึ่งในห้องประชุมรีบเข้ามาช่วยซับน้ำนมและหาที่ปิดจุกนมให้ ความอบอุ่นและความสงสารในความสู้ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อพริกดองล็อตแรกจำนวน 3 ตันทันที! นั่นคือโอเอซิสหยดแรกที่ทำให้ ดิ สมิธ ฟู้ดฯ ลืมตาอ้าปากได้”

คุณพิม กับ มิสเตอร์เออร์วิน
มหากาพย์พริก ‘บิ๊กแบ็ก’ รายเดียวในไทย: นวัตกรรมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

จากจุดเริ่มต้นของการบดพริกด้วยมือและเครื่องบดหมูเก่าๆ โดยมีคุณป้าข้างบ้านและคนงานเพียง 3 คนช่วยกันกระทุ้งพริก คุณพิมสามารถขยายกิจการอย่างก้าวกระโดดผ่านกลยุทธ์ “เงินต่อเงินและความน่าเชื่อถือ” เมื่ออายุ 25 ปี เธอขยับลงทุนในเครื่องจักรทันสมัยมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท พออายุ 26 ปี สามารถจับเงิน 50 ล้านบาทแรกในชีวิต อายุ 27 ปี ทะยานสู่ 100 ล้านบาท และขยับสู่ 300 ล้าน, 400 ล้าน จนกระทั่งแตะ 600 ล้านบาทในวัยเพียง 30 ปี จนกลายเป็นจักรวรรดิอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอย่างเต็มภาคภูมิ

“ดิ สมิธ ฟู้ดฯ พลิกโฉมวงการด้วยการเป็นโรงงานผู้ผลิตและส่งออกพริกบด พริกดอง และเครื่องปรุงรสรายเดียวในประเทศไทยที่เน้นการขายในรูปแบบ ‘บิ๊กแบ็ก’ (Big Bag) หรือถุงบรรจุขนาดใหญ่ยักษ์ลูกละ 1 ตัน! เราไม่ทำไซส์เล็กกะปริดกะปรอยในตอนแรก เพราะเราป้อนสินค้าตรงเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในตลาดยุโรปและอเมริกา 100% ปัจจุบันโรงงานที่พยุหคีรี นครสวรรค์ มีการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ ซอส, น้ำจิ้ม, เครื่องแกง, อาหารกึ่งสำเร็จรูป, แป้ง และสินค้าเกษตรแปรรูปทุกชนิด ภายใต้มาตรฐานรับรองระดับสากลอันเข้มงวด”

กระบวนการดำเนินงานของ ดิ สมิธ ฟู้ดฯ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถูกออกแบบมาเพื่อลบคำสบประมาทและบูลลี่จากผู้คนรอบข้าง คุณพิมเล่าถึงเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอสร้างมาตรฐานโรงงานที่สะอาดที่สุด

“มีอยู่วันหนึ่งในช่วงก่อร่างสร้างตัว เราลงไปบดพริกผสมกระเทียมร่วมกับคนงานจนเศษพริกเศษกระเทียมฟุ้งกระจายเต็มหัวเต็มตัว ด้วยความที่รีบไปถอนเงินที่ธนาคารเพื่อเอามาจ่ายค่าแรงชาวบ้านก่อนธนาคารปิดบ่ายสามโมงครึ่ง พอเดินเข้าประตูธนาคาร รปภ. เดินเข้ามาสะกิดแล้วบอกว่า ‘พี่ครับ รบกวนช่วยออกไปรอข้างนอกหน่อยครับ พอดีกลิ่นพริกกลิ่นตัวของพี่มันแรงเกินไป’ วินาทีนั้นเราไม่ได้โกรธเขา แต่ในใจมันตั้งคำถามว่า ทำไมกูต้องโดนบูลลี่ขนาดนี้วะ? ตีสามกลับถึงคอนโดหรู รปภ. คอนโดจำสภาพมอมแมมของเราไม่ได้ ไม่ยอมให้ขึ้นห้องตัวเอง สามีเอ่ยปากด่าว่าคุณเลิกทำตัวซอมซ่อโทรมๆ แบบนี้ได้แล้ว แต่เขาไม่รู้หรอกว่าหลังบ้านเราต้องแบกรับอะไรไว้บ้าง ถ้าเราไม่ลงไปคลุกฝุ่นทำเอง โรงงานก็คงไม่มีวันเติบโตมาเป็นระบบอุตสาหกรรมหมื่นล้านในวันนี้”

เพื่อตอบสนองต่อกฎหมายและความต้องการของตลาดต่างประเทศ คุณพิมยอมเสียสละเวลาไปลงคอร์สเรียนระดับสูงเกี่ยวกับกฎหมายอุตสาหกรรมอาหารและการบริหารจัดการคุณภาพ เพื่อกวาดใบรับรอง (Certificate) จากสถาบันชั้นนำทั่วโลกมาประดับโรงงาน ทำให้ปัจจุบัน ดิ สมิธ ฟู้ด เป็นโรงงานผลิตพริกหนึ่งเดียวในไทยที่ได้รับการรับรองจาก เรนฟอเรสต์ อะไลแอนซ์ (Rainforest Alliance) หรือ “ตรากบ” ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่ากระบวนการปลูกและการผลิตพริกทั้งหมดของบริษัทไม่มีการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม หรือใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโลกแม้แต่ปลายก้อย


โมเดล ‘พริกเบอร์รวม’ และ Contract Farming ช่วยเหลือชาวไร่มากกว่า 20,000 ครัวเรือน

สิ่งที่ทำให้ ดิ สมิธ ฟู้ดฯ แตกต่าง คือปณิธานของคุณพิมที่ว่า “เมื่อเราลืมตาอ้าปากได้แล้ว เราจะต้องไม่ลืมบุญคุณของเกษตรกรและคนยากคนจน” บริษัทได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกพริกทั่วประเทศ รวมแล้วกว่า 20,000 ครัวเรือน

“ระบบการบริหารจัดการของเราคือการทำ Contract Farming ที่โปร่งใสและยั่งยืน เราใช้ระบบการรับซื้อ ‘พริกเบอร์รวม’ หรือพริกอุตสาหกรรมในราคาประกันที่เป็นธรรม สมัยแรกๆ ที่เราเริ่มตั้งไข่ธุรกิจ เราเดินไปหาป้าๆ ชาวไร่แล้วพูดกับแกตรงๆ อย่างจริงใจว่า ‘คุณป้าคะ หนูเป็นบริษัทเปิดใหม่นะ หนูยังไม่มีเงินสดจ่ายสดให้ป้าทันทีในวันเก็บเกี่ยว แต่หนูขอร้อง...ถ้าป้าไม่มีที่ส่งพริก เอาพริกมาส่งให้หนูก่อน หนูขอเวลาครึ่งเดือนไปปั่นเงินมาจ่าย ป้าไหวไหมคะ?’ เชื่อไหมว่าน้ำใจของคนเป็นเกษตรกรไทยแกตอบกลับมาเป็นภาษาอีสานชื่นใจว่า ‘บ่เป็นหยังดอกลูก เฮาซอยกัน (ช่วยกัน) คนกันเอง’ คำพูดนั้นทำให้เราตื้นตันจนน้ำตาซึม และสาบานกับตัวเองว่าเราจะไม่วันหักหลังหรือโกงเงินเกษตรกรเหล่านี้เด็ดขาด”

จุดเริ่มต้นของการสร้างความยั่งยืนร่วมกับเกษตรกร เกิดขึ้นจากการที่บริษัทเล็งเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่มักถูกแม่ค้าหัวใสกดราคาพริกที่ไม่สวยงามตามมาตรฐานตลาดทั่วไป ดิ สมิธ ฟู้ดฯ จึงก้าวเข้ามาซื้อใจเกษตรกรด้วยการรับซื้อ “พริกเบอร์รวม” ซึ่งเปิดรับพริกทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะหงิกงอ สั้นป้อม หรือมีรอยหนอนเจาะบ้าง ขอเพียงอย่างเดียวคือความปลอดภัย โดยต้องไม่มีการฉีดยาเคมีแรง ๆ แม้ในตอนแรกเกษตรกรจะยังไม่กล้าเชื่อว่ามีการรับซื้อแบบนี้อยู่จริง แต่เมื่อพิสูจน์ด้วยการรับซื้อจริงและให้ราคาที่เป็นธรรม ก็สามารถสร้างความมั่นใจและเปลี่ยนวิถีชีวิตของครอบครัวเกษตรกรกว่า 20,000 ครัวเรือนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน เรามีจุดยืนที่ชัดเจนและมุ่งเน้นความจริงใจเป็นหลัก ระหว่างราคาพริกเบอร์สวยที่แพงแต่รับซื้อไม่แน่นอน กับราคาพริกอุตสาหกรรมที่เรารับซื้อจริงและรับซื้อทั้งหมด”



ในปัจจุบัน ดิ สมิธ ฟู้ด ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงงานอาหารและอุตสาหกรรมซอสระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยยอดการส่งออกพริกบดและพริกแปรรูปสูงถึงปีละ 40 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 40,000 ตัน สินค้าของเราได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากแบรนด์ระดับสากลอย่างซอสไฮนซ์ (Heinz) ของอเมริกา รวมถึงมีการส่งออกไปยังทวีปยุโรปทั้งหมด ตลอดจนตลาดใหญ่อื่น ๆ ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศฮาลาลอย่างอินโดนีเซียและภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นจากพริกขี้เหร่ในท้องไร่ สู่เครื่องปรุงรสที่ผู้คนทั่วโลกมั่นใจในคุณภาพ

คุณพิมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงให้ลูกค้าชาวต่างชาติรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิตชาวไร่ไทย ทุกครั้งที่คณะผู้บริหารหรือคู่ค้าจากยุโรปเดินทางมาเยี่ยมชมโรงงาน คุณพิมปฏิเสธที่จะพาเดินดูเพียงแค่เครื่องจักรที่ทันสมัย แต่เธอจะเชื้อเชิญให้ลูกค้าต่างชาติเหล่านั้นนั่งรถลงพื้นที่ไปดูวิถีชีวิตของเกษตรกรในไร่พริก

“ต่างชาติเขาไม่ได้อยากเห็นแค่เหล็กหรือสแตนเลสในโรงงาน เขาอยากเห็นว่าเม็ดเงินที่เขาจ่ายซื้อพริกจาก ดิ สมิทธ์ ฟู้ดฯ มันไปช่วยชีวิตผู้คนอย่างไร ชาวบ้านบางคนทำฟาร์มพริกส่งให้เรามานานกว่า 20 ปี จากเดิมไม่มีอะไรเลย ปัจจุบันสามารถส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย มีเงินไปลงทุนซื้อวัวซื้อควาย ขยายพื้นที่ทำมาหากินจนฐานะดี มีความสุขที่ได้ทำฟาร์มร่วมกับเรา การได้เห็นรอยยิ้มของชาวไร่พริกเหล่านั้นคือความสำเร็จที่แท้จริงยิ่งกว่าตัวเลขผลกำไรในบัญชีธนาคารเสียอีก”

...................................................................................................................................................................................
จักรวรรดิรสแซ่บไร้พรมแดน: จากน้ำพริก ‘จิ้มแจ่ม’ เกรดเอ สู่เอเนอร์จี้ ดริ๊งก์ แบรนด์ ‘Knockout’ พร้อมเข็น “น้ำส้มตำ” เข้าทำเนียบขาว!


เมื่อรากฐานของโรงงานอุตสาหกรรมพริกมั่นคงระดับสากล คุณพิมและมิสเตอร์เออร์วินจึงเริ่มมองหาความท้าทายใหม่ในการก้าวเข้าสู่ตลาดรีเทล (Retail) หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภครายย่อย ภายใต้แบรนด์ “จิ้มแจ่ม” (JimJam Thailand)

“แบรนด์จิ้มแจ่มถือกำเนิดมาจากความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่ใช้นวัตกรรมและความเชี่ยวชาญเรื่องพริกของเรามาทำซอสและน้ำจิ้มที่คนไทยและคนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่าย เรามีโปรดักต์ชูโรงคือน้ำพริกทอดในน้ำมันรำข้าวแบรนด์ “จิ้มแจ่ม” และทีเด็ดที่สุดคือนวัตกรรม ‘น้ำส้มตำจิ้มแจ่ม’ ที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมไม่เหมือนใครในโลก เป้าหมายและ Next Step สูงสุดของเราสำหรับจิ้มแจ่มคือ การนำเอาน้ำส้มตำไทยรสชาติต้นตำรับนี้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ให้ผู้นำระดับโลกได้ลิ้มลองความแซ่บของวัฒนธรรมไทย”

คุณพิมเน้นย้ำถึงปรัชญาในการคัดเลือกทีมงานและพาร์ทเนอร์ในการทำแบรนด์จิ้มแจ่มไว้อย่างเผ็ดร้อนและตรงไปตรงมาว่า ทุกคนที่เดินเข้ามาทำงานร่วมกันต้องพกพา “จิตวิญญาณ” มาด้วย

“ถ้าคุณอยากเดินเข้ามาเป็นสตาร์ตอัปหรือทีมงานของจิ้มแจ่มไทยแลนด์ คุณต้องรักในสิ่งที่คุณทำจริงๆ ขอให้เข้ามาด้วยตัว หัวใจ และจิตวิญญาณ อย่าเดินเข้ามาแบบปลอมๆ หรือทำเพื่อขอไปที เพราะ ดิ สมิธ ฟู้ดฯ เราผ่านความลำบาก ผ่านหยาดเลือดและน้ำตามาเยอะกว่าจะสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาได้อย่างมั่นคง เราจึงไม่ต้องการคนปลอมรอบตัว”

นอกเหนือจากแบรนด์เครื่องปรุงรสแล้ว คุณพิมยังขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มพลังงาน (Energy Drink) ภายใต้แบรนด์ “Knockout” (น็อกเอาท์) ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำวัยเด็กของเธอ

“สมัยก่อนตอนเรายังเป็นเด็กนั่งช่วยแม่ขายส้มตำอยู่ข้างถนน กิจกรรมบันเทิงหนึ่งเดียวของคนในสลัมและลูกค้าร้านลาบคือการนั่งล้อมวงดูมวยตู้ ยุคของเขาทราย แกแล็คซี่ หรือสามารถ พยัคฆ์อรุณ ร้านลาบเราต้องถอยทีวีขาวดำเครื่องใหญ่ออกมาเปิดเชียร์มวยกันเสียงดังสนั่น บรรยากาศการเชียร์มวยที่ต้องการพลังงานและความตื่นเต้นตรงนั้นมันฝังอยู่ในหัวใจเรา ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ เราทำงานหนักมากจนร่างกาย ‘น็อก’ ต้องเข้าโรงพยาบาล วินาทีที่ฟื้นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ เราคิดเลยว่า เราต้องทำเครื่องดื่มชูกำลังที่ตอบโจทย์คนที่ต้องสู้ชีวิตเพื่อไม่ให้พวกเขาน็อกคาความฝัน”

เธอกล่าวถึงความจริงใจในการทำแบรนด์เครื่องดื่ม Knockout อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ใช้ภาพลักษณ์ที่สวยหรูหลอกลวงผู้บริโภค

“เราไม่ได้โลกสวยที่จะมาบอกว่าการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเลิศเลอ ชูกำลังมันมีข้อจำกัดอยู่แล้ว ห้ามดื่มเกินวันละ 2 กระป๋อง แต่ความพิเศษของ Knockout คือการปรับพัฒนาสูตรให้มีความนุ่ม ละมุนคอ เบาคอ ดื่มง่าย และโล่งคอ เพื่อให้เป็นพลังงานบริสุทธิ์เคียงข้างกลุ่มคนผู้ใช้แรงงานและนักสู้ชีวิตทุกคนบนเวทีโลก”

ที่สำคัญคือการได้นักมวยชื่อดังระดับโลกอย่าง “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยจุดเริ่มต้นของการร่วมงานเกิดจากโครงการเพื่อสังคมของบริษัท ที่ได้สร้างเวทีมวย “จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่ง” (JimJam Boxing) เพื่อสานฝันและสนับสนุนเด็ก ๆ ที่อยากเป็นนักมวย ทางบริษัทต้องการให้เด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝนจากสถาบันที่ได้มาตรฐาน จึงส่งเด็ก ๆ ไปเรียนที่ค่ายมวยของแสนชัย เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าของแบรนด์ประทับใจในตัวแสนชัยเป็นอย่างมาก เพราะเขาแสดงให้เห็นถึงความเมตตาและยินดีฝึกสอนเด็ก ๆ โดยไม่ยอมรับเงินค่าสอนเลยแม้แต่น้อย เพื่อเป็นการช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่สู้ชีวิตแม้ว่าทางยิมจะมีค่าใช้จ่ายก็ตาม

เมื่อบริษัทกำลังต้องการพรีเซ็นเตอร์ให้กับเครื่องดื่มชูกำลังตัวใหม่ชื่อ Knockout" ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ “คนหมัดเด็ด” และ “คนสู้ชีวิต” แสนชัยจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะมีคาแรคเตอร์ “นักสู้” ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาคือ King of Muay Thai ที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากทั่วโลก นอกจากความสามารถแล้ว เขายังมีความถ่อมตัว มีความจริงใจ และมีเรื่องราวของการเป็นนักสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ด้วยเคมีที่ลงตัวและคาแรคเตอร์ที่ตรงกับเป้าหมายของแบรนด์ทุกประการ ทางบริษัทจึงภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้แสนชัยมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์



.....................................................................................................
แสงสว่างจากผู้รับสู่ผู้ให้: คืนคุณค่าสู่สังคมด้วยพลังหญิงสุดแกร่ง

ตลอดระยะเวลาการสัมภาษณ์ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากผู้หญิงแกร่งพันล้านคนนี้คือ “ความรักตัวเองและการไม่เคยอายในอดีต” คุณพิมปัดตกคำเตือนของนักธุรกิจหลายคนที่เคยบอกเธอว่า ห้ามเล่าเรื่องราวความต่ำต้อยหรือความเจ็บปวดในอดีตให้สังคมฟังเพราะจะทำให้เสียภาพลักษณ์เศรษฐินี

“ทำไมเราต้องอาย? เราภูมิใจในทุกก้าวเดินของชีวิตที่ผ่านมา ความจน ความลำบาก หรือรอยแผลเป็นในอดีตไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ แต่มันคือเหรียญกล้าหาญของนักสู้ วันนี้ที่มี วิชาดา เดอ สมิท อยู่ตรงนี้ เราต้องการใช้ชีวิตของเราส่งต่อพลังใจและเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงและเด็กทุกคนที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวหรือความสิ้นหวังในชีวิต”

ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะแปรเปลี่ยนเงินตราให้กลายเป็นคุณค่าสู่สังคม ปัจจุบันคุณพิมสละเงินส่วนตัวทำบุญและบริจาคช่วยเหลือสังคมปีละเป็นสิบๆ ล้าน จนถึงร้อยล้านบาท เธอย้อนกลับไปสนับสนุนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่เคยแจกรองเท้าให้เธอในวัยเด็ก กลับไปสนับสนุนทุนการศึกษาของตรีเพชรอีซูซุ และเดินทางกลับไปยังโรงเรียนเก่าเพื่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้แก่เยาวชนรุ่นหลังได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี

“อะไรคือกิ่งหนามที่กวนใจเราที่สุดในสังคมปัจจุบัน? มันคือข่าวความรุนแรง เด็กถูกทำร้าย หรือผู้หญิงถูกรังแก เราเห็นภาพเหล่านั้นไม่ได้เลย โสตประสาทมันจะพังเพราะมันสะท้อนภาพวัยเด็กของเราออกมา ทุกวันนี้เวลาเจอข่าวแบบนั้นเราต้องเลื่อนผ่าน แล้วหันมามองหน้าลูก มองหน้าสามี และมองหน้าสัตว์เลี้ยงแสนรักเพื่อเติมพลังบวก สิ่งที่เราอยากจะบอกกับทุกคนที่มีความฝัน แต่อาจจะกำลังท้อแท้เหนื่อยล้าในตอนนี้คือ... ขอให้คุณดูชีวิตของวิชาดาเป็นตัวอย่าง

“คุณบางคนอาจจะมีร่างกายครบ 32 ประการ เรียนจบมหาวิทยาลัย มีข้าวกินครบทุกมื้อ มีบ้านให้อาศัยหลับนอนอย่างปลอดภัย แต่คุณกลับบ่นว่าท้อแท้และยอมแพ้ต่อโชคชะตา หันมามองผู้หญิงคนนี้... คนที่โดนมีดฟันตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ คนที่เกือบโดนข่มขืนนับครั้งไม่ถ้วนในสลัม คนที่มีแม่ตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า และมีพ่อทุบตี คนที่น้ำคร่ำแตกคาเครื่องบดพริกและมีเงินติดตัวออกจากโรงพยาบาลเพียง 300 บาท... เรายังยืนหยัดและสร้างธุรกิจพันล้านขึ้นมาได้ แล้วคุณล่ะ...คุณเป็นใครถึงได้คิดจะยอมแพ้?”

น้ำเสียงคมกริบทรงพลังทิ้งท้ายเป็นข้อคิดเตือนใจ ปิดฉากบทสัมภาษณ์พิเศษที่เปี่ยมด้วยความตื้นตันและไฟแห่งแรงบันดาลใจอันลุกโชน

“ขอเพียงแค่คุณมีความขยัน มีความอดทนสู้ขาดใจ ในวันหนึ่ง...ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะวิ่งมาสวมกอดคุณอย่างแน่นอน”