“ฮุนเซน” ลงเยี่ยมผู้หนีภัยสงคราม จ.บันเตียเมียนเจย อวยลูกชายตั้งศูนย์พักพิงได้รวดเร็วจนคาดไม่ถึง อ้างที่ผ่านมาไว้ใจไทยเกินไป จึงไม่ได้เอางบซื้ออาวุธไว้ทำสงคราม แต่ใช้พัฒนาสาธารณสุข การศึกษา ลั่นต้องทวงดินแดนคืนจากไทย ซึ่งมี 2 ทาง ไม่ด้วยการเจรจาก็ต้องทำสงคราม แต่อยากใช้การเจรจามากกว่า ไม่ใช่ว่ากัมพูชาไร้ความสามารถ แต่หากเปิดก่อนก็เท่ากับละเมิดหยุดยิง ต้องอดทนเลือกแนวทางสันติ หากรบกันก็ไม่มีวันจบ เหมือนสถานการณ์ที่ฉนวนกาซา
เช้าวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 นายฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ และประธานวุฒิสภา กัมพูชา ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชนผู้อพยพจากสงครามที่หมู่บ้านซึ่งรัฐบาลกัมพูชาสร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ในตำบลสลักกราม อำเภอสวายจิก จังหวัดบันเตียเมียนเจย
นายนายอึม ราตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ได้กล่าวรายงานต้อนรับนายฮุนเซน ว่า ตลอดระยะเวลา 21 วันที่ฝ่ายไทยรุกรานนั้น ทั้งประชาชนผู้อพยพและกองกำลังติดอาวุธของกัมพูชาได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสมเด็จเตโช ฮุน เซน และสมเด็จกิตติพฤฒบัณฑิต บุน รานี ฮุน เซน รวมถึงจากสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี และ ดร.เพชร จันทมุนนี ฮุน มาเนต
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้คณะทำงานดำเนินการจัดสรรที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านพักให้แก่ประชาชนผู้อพยพในพื้นที่สมาคมอดีตทหารผ่านศึก หมู่บ้านและตำบลสลักกราม อำเภอสวายเจก จังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ปัจจุบัน มีประชาชนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 3,318 ครัวเรือน หรือ 11,217 คน โดยแต่ละครัวเรือนได้รับจัดสรรที่ดินขนาด 20 x 30 เมตร พร้อมบ้านพักขนาด 5 x 7 เมตร และยังมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรอีกด้วย
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้นายฮุนเซน ได้กล่าวปราศรัยกับประชาชนที่ศูนย์พักพิงฯ โดยได้นำพระราชสาส์นแสดงความห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และสมเด็จพระราชินีนาถ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ มาถ่ายทอดแก่ประชาชนผู้อพยพทุกคน โดยกล่าวว่าพระองค์ทั้งสองทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของประชาชนผู้พลัดถิ่นจากสงครามและทหารกัมพูชาอยู่เสมอ
นายฮุนเซนกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลในการจัดการศูนย์พักพิงแห่งนี้ โดยระบุว่ารู้สึกประหลาดใจที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชน แต่ให้ความสำคัญและดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
นายฮุน เซน ได้ตั้งชื่อศูนย์พักพิงชั่วคราวสลักกรามแห่งนี้ว่า “หมู่บ้านแห่งการรอคอย” (Village of Waiting) พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีการสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้น แต่กัมพูชาจะไม่ละทิ้งการเรียกร้องดินแดนกลับคืนมา และจะต้องดำเนินการทวงคืนต่อไป
นายฮุนเซนกล่าวว่า ในอดีตตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในอีกฝ่ายมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้ออาวุธ โดยต้องการนำเงินไปพัฒนาด้านสังคม ทำถนน สะพาน สาธารณสุข และการศึกษา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับพบว่ายุทโธปกรณ์ของกัมพูชามีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกรานที่ขยายตัวตลอดแนวชายแดน
นายฮุน เซน ประกาศว่า ดินแดนที่ทหารไทยกำลังยึดครองอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทวงคืน แต่การทวงคืนนั้นมีเพียงสองแนวทาง คือ 1.การใช้กำลังทางทหาร 2.การเจรจาโดยสันติวิธี
นายฮุนเซนอ้างว่า กัมพูชาไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นต้องอดทนและเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติ
หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครอง จะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น แม้จะยึดคืนมาได้ก็อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะเกิดการสู้รบตอบโต้กันไปมา คล้ายสถานการณ์ในฉนวนกาซา อิสราเอล และบางประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งสืบทอดข้ามรุ่นต่อไป
นอกจากนี้ นายฮุนเซนยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดต่อผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยให้ยึดทรัพย์สินและนำผู้กระทำผิดไปช่วยขนดินสร้างแนวป้องกัน พร้อมกันนี้ ยังได้เรียกร้องให้เร่งส่งเสริมการผลิตภายในประเทศในช่วงที่มีการปิดชายแดนกับไทย โดยมองว่าเป็นโอกาสทองในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของกัมพูชา.


