xs
xsm
sm
md
lg

ถกสนั่น! ดรามาลิขสิทธิ์คลิป Fan Cam พรีเมียร์ลีก นักกฎหมายชี้กฎยึดสิทธิ์อาจเข้าข่าย "สัญญาไม่เป็นธรรม" ด้านอินฟลูฯ แย้งพาร์ตเนอร์ถือไพ่เหนือกว่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดรามาลิขสิทธิ์คลิป หลังเพจดังนำคลิป Fan Cam ในสนามแอนฟิลด์ไปใช้โดยไม่ให้เครดิต พร้อมอ้างสิทธิ์การเป็นพาร์ตเนอร์ทางการที่ระบุว่าคลิปทุกตัวในสนามถือเป็นลิขสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีก ล่าสุดเกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ เมื่อนักวิเคราะห์กฎหมายออกโรงแย้งว่า กฎการยึดกรรมสิทธิ์ดังกล่าวอาจเข้าข่าย "ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" และอ้างอิงบรรทัดฐานศาลยุโรปที่ชี้ว่าแฟนบอลผู้ถ่ายคือเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาเห็นต่าง มองว่าพาร์ตเนอร์ทางการยังคงถือไพ่เหนือกว่าในทางกฎหมาย ส่วนเรื่องการให้เครดิตเป็นเพียงบรรทัดฐานทางมารยาท สรุปแล้วคลิปที่เราเสียเงินเข้าไปถ่ายเองถึงขอบสนาม... แท้จริงแล้วสิทธิ์เป็นของใครกันแน่?

จากกรณีดรามาที่เพจ Fotosuck ไม่พอใจเพจ วาทะลูกหนัง ที่นำคลิป Fan Cam ที่ตนถ่ายจากในสนามแอนฟิลด์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ให้เครดิตนั้น แท้จริงแล้วในมุมของกฎระเบียบถือว่า ไม่ผิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากกฎของพรีเมียร์ลีกและสโมสรระบุไว้ชัดเจนว่า คลิปวิดีโอใดๆ ก็ตามที่แฟนบอลถ่ายภายในสนามและนำมาเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย สิทธิ์ของคลิปนั้นจะถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของพรีเมียร์ลีกโดยทันทีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดหลัก

ซึ่งเพจวาทะลูกหนังในฐานะพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการของผู้ถือลิขสิทธิ์ในไทยจึงมีความชอบธรรมที่จะนำฟุตเทจเหล่านั้นไปใช้งานได้ แม้ในแง่ของความรู้สึกผู้ที่เสียเงินเข้าไปถ่ายคลิปอาจมองว่าไม่เป็นธรรมและควรมีการให้เครดิตกันบ้างก็ตาม กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่เน้นย้ำให้แฟนบอลต้องทำความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ด้านลิขสิทธิ์อันเข้มงวดของทางพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะนำคลิปใดๆ ออกมาเผยแพร่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Paul Adithep” ผู้มีชื่อเสียงด้านการเขียนบทความวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ลิขสิทธิ์ และการเมืองเชิงเปรียบเทียบ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โต้แย้งความเห็นที่ว่าพรีเมียร์ลีกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทุกคลิปที่ถูกถ่ายในสนาม

โดยอ้างแนวคำพิพากษาของศาลยุโรปและคดีสำคัญในอดีตที่วางหลักว่า “เหตุการณ์การแข่งขันกีฬา” ไม่ใช่งานสร้างสรรค์ที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ จึงไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในตัวการแข่งขันได้โดยตรง

ขณะที่แฟนบอลที่ใช้โทรศัพท์บันทึกภาพถือเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คลิปนั้นตามหลักทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการแข่งขันอาจอาศัยเงื่อนไขการเข้าสนามเพื่อจำกัดการนำคลิปไปใช้เชิงพาณิชย์ แต่ข้อกำหนดที่ระบุว่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของพรีเมียร์ลีกหรือห้ามเผยแพร่บนโซเชียลทุกกรณี อาจเข้าข่ายเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและอาจไม่มีผลบังคับใช้ได้

ทั้งนี้ยังไม่มีคำพิพากษาตัวอย่างที่ชี้ขาดประเด็นดังกล่าวโดยตรง จึงยังเป็นเพียงการตีความทางกฎหมายและความเห็นของผู้เขียนเท่านั้น ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

“ศาลยุติธรรมยุโรปชี้ พรีเมียร์ลีก ไม่ใช่เจ้าของ “ลิขสิทธิ์” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามแข่ง

เพิ่งเห็นดรามาในวงการเพจกีฬาครับว่ามีการตัดเอาคลิปที่ผู้ชมเข้าไปถ่ายเองในสนามแข่งพรีเมียร์ลีกมาเผยแพร่ซ้ำแบบไม่ขออนุญาตใดๆ แล้วทางคุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” (วคบจจ) ออกมาบอกว่า คนที่เข้าไปถ่ายคลิปนั่นแหละไม่มีสิทธิใดๆ แถมคลิปที่เขาถ่ายยังตกเป็นลิขสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีก ผู้เผยแพร่ซ้ำซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับพรีเมียร์ลีกจึงมีสิทธิเผยแพร่ซ้ำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต (https://www.facebook.com/photo?fbid=1611893446969168&set=a.243815820443611)

แต่ผมว่า เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่านั้นนะครับ

คืองี้ครับ ถ้าเราพูดถึงลิขสิทธิ์ หลักการเบื้องต้นเลยมันต้องมี “การสร้างสรรค์” แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า มันย่อมไม่มีใครอ้างได้ว่าตนเป็นผู้ “สร้างสรรค์” สิ่งนั้นขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันขณะ เช่น ข่าวสาร จึงไม่มีใครอ้างว่าตนเป็นเจ้าของผู้สร้างสรรค์เหตุการณ์นั้นขึ้นมาได้ (ต่างจากบทละครที่คนคิดค้นขึ้นมา)

ในสหราชอาณาจักร หลักการเดียวกันนี้ก็ถูกนำมาใช้กับการแข่งขันกีฬาด้วย ในคดี Victoria Park Racing and Recreational Ground Ltd vs. Taylor ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1937 ในออสเตรเลีย (ที่สมัยนั้นยังไม่มีอิสรภาพทางรัฐสภาจากสหราชอาณาจักร) เป็นกรณีที่จำเลยสร้างนั่งร้านขึ้นในพื้นที่ของตัวเองที่อยู่ใกล้สนามแข่งม้า แล้วรายงานสดสถานการณ์การแข่งขันผ่านทางวิทยุ จนทำให้คนไม่เข้าสนามม้า แล้วไปแทงม้านอกสนามแทน

สนามม้าอ้างว่าตนในฐานะผู้จัดเป็นผู้มีสิทธิเพียงผู้เดียวในการเข้าถึงสถานการณ์การแข่งขันแต่กลับต้องสูญเสียรายได้จากการละเมิดสิทธินั้น แต่ศาลสูงออสเตรเลียตัดสินว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้า (spectacle) ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะอ้างว่าตนเป็นเจ้าของได้ ทางสนามม้าจึงไม่มีสิทธิอะไรไปห้ามการถ่ายทอดวิทยุของคนข้างบ้าน

ผ่านไปหลายสิบปีครับ คราวนี้มาเกิดกรณีพิพาทระหว่างผับกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษในสมัยที่อังกฤษยังไม่ออกจากสหภาพยุโรป เมื่อผับอังกฤษไปซื้อเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมของผู้ให้บริการในกรีซมาใช้เพื่อรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีก โดยผู้ให้บริการในกรีซได้รับสิทธิเผยแพร่ในกรีซอย่างถูกต้อง แต่ทางพรีเมียร์ต้องการจำกัดสิทธิของผู้ให้บริการของแต่ละประเทศให้เผยแพร่ได้แต่ในประเทศของตัวเองเท่านั้น พรีเมียร์ลีกก็เลยฟ้องผับและผู้จัดจำหน่ายที่เอาเครื่องรับและการ์ดถอดรหัสสัญญาณดาวเทียมที่ขายอย่างถูกต้องในกรีซมาขายในอังกฤษ ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักการทำธุรกิจของพรีเมียร์ลีกที่จะให้สิทธิเฉพาะสำหรับการเผยแพร่ในแต่ละประเทศ

ประเด็นหลักในคดีนี้ที่ศาลยุโรปให้ความสำคัญจริงๆ คือเรื่องของการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในหมู่ผู้ให้บริการภายในประเทศสมาชิก ซึ่งการตั้งราคาการเข้าถึงบริการตามอำเภอใจโดยอาศัยพรมแดนประเทศเป็นที่ตั้ง รวมถึงการห้ามการเคลื่อนย้ายสินค้าและการให้บริการข้ามพรมแดนย่อมขัดต่อหลักการตลาดเสรีของสหภาพยุโรป

ในขณะเดียวกัน ศาลยุโรปก็ยังยืนยันหลักการเดียวกับศาลสูงออสซี่ที่ตัดสินไว้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า ทางพรีเมียร์ลีกไม่ใช่เจ้าของ “ลิขสิทธิ์” ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน เพราะในการแข่งขันกีฬาไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหภาพยุโรป ( https://curia.europa.eu/site/upload/docs/application/pdf/2011-10/cp110102en.pdf)

ทำให้ในภายหลังเพื่อแก้ทางตามหลักที่ศาลยุโรปได้วางไว้ ผู้จัดการแข่งขันกีฬาจึงมักสอดแทรก “งานสร้างสรรค์” เข้าไปในการถ่ายทอดสดแบบถี่ยิบ เช่น ภาพช้า ไฮไลต์ ข้อมูลสถิติต่างๆ รวมถึงเครื่องหมายการค้าของตัวเองที่จะแสดงอยู่ตลอดการถ่ายทอดสด (บางครั้งก็เป็นภาพใหญ่เมื่อมีการตัดเข้าภาพช้า) ไปจนถึงการดีเลย์การถ่ายทอดสัญญาณ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการถ่ายทอด “บันทึกภาพและเสียง” ไม่ใช่การถ่ายทอดสถานการณ์แบบสดๆ

ร่ายมาซะยาวเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์มันไม่ใช่แค่เป็นผู้จัดการแข่งขันแล้วจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทันทีนั่นเองครับ

แล้วกรณีที่แฟนบอลเข้าไปดูในสนามแล้วถ่ายคลิปเก็บไว้ล่ะ?

ถ้าว่ากันตามหลักทั่วไป แฟนบอลย่อมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เพราะเป็นผู้สร้างสรรค์สื่อบันทึกภาพและเสียงนั้นๆ ขึ้นมา

ปัญหาอยู่ที่ “กฎในการผ่านประตู” ของสนามแข่งต่างๆ ซึ่งทางสนามที่อยู่ใต้สัญญาของผู้จัดการแข่งขันจะระบุไว้ว่า เอามือถือเข้าไปได้นะ แต่ให้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ห้ามบันทึกภาพและเสียงนั้นเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ในทางการค้า รวมถึงการเอาไปเผยแพร่ในโซเชี่ยว และที่หนักข้อขึ้นอีกคือ กฎข้อที่ว่า งานอันมีลิขสิทธิ์ใดๆ ที่บันทึกขึ้นในสนามต้องตกเป็นของพรีเมียร์ลีกด้วย

กฎดังกล่าว เป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้นโดยฝ่ายเดียวมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูป ทำให้เงื่อนไขเหล่านี้อาจตกอยู่ใต้ลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่าย “เกินสมควร” ส่งผลให้กฎดังกล่าวอาจไม่สามารถบังคับได้จริงตามกฎหมาย

อย่างการห้ามบันทึกและเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการค้า อันนี้น่าจะอยู่ในข่าย “พอสมควร” เพื่อ “ปกป้อง” ประโยชน์ของตนในการจัดการแข่งขัน แต่การห้ามเผยแพร่ในโซเชี่ยวและยังไปแย่งชิง “ลิขสิทธิ์” จากผู้สร้างสรรค์มาเป็นของตัวเอง “ในความเห็นของผม” น่าจะเข้าข่ายเป็นการกำหนดสัญญาฝ่ายเดียวโดยมีลักษณะได้เปรียบอีกฝ่ายจน “เกินสมควร”

เพราะการห้ามโพสต์คลิปลงโซเชี่ยวใน “ทุกกรณี” ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะได้รับผลกระทบใดๆ ย่อมเป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้อื่นโดยปราศจากเหตุอันสมควร ต่างจากข้อที่บอกว่า ถ่ายได้เพื่อใช้งานส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งแม้จะ “กว้าง” แต่อย่างน้อยก็บอกว่าถ้าผู้ถ่ายคลิปเอาไปแสวงประโยชน์ทางการค้าก็อาจเบียดเบียนประโยชน์ของตนได้

เช่นเดียวกับการกำหนดว่า งานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในสนามต้องตกเป็นของพรีเมียร์ลีกทั้งหมด ก็เข้าลักษณะเบียดเบียนสิทธิของผู้สร้างสรรค์ตัวจริงที่ได้รับการก่อตั้งสิทธิโดยอำนาจมหาชน โดยอาศัยว่าตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า กำหนดข้อยกเว้นที่กฎหมายคุ้มครองไว้โดยอีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้ต่อรอง โอกาสที่ “กฎ” ที่ตั้งขึ้นฝ่ายเดียวนี้จะไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายจึงมีไม่น้อย

ถ้าผมต้อง “ฟันธง” ในกรณีเช่นนี้ ผมคิดว่า แฟนบอลที่เข้าไปถ่ายคลิปในสนามถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียว ข้อกำหนดที่บอกว่า คลิปทุกคลิปที่ถูกถ่ายในสนามต้องตกเป็นของพรีเมียร์ลีกเข้าลักษณะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลบังคับได้

ส่วนการโพสต์คลิปลงโซเชียลซึ่งฝ่าฝืนกฎของสนาม หากผู้จัดจะเอาเรื่องก็ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการเผยแพร่คลิปดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับตนอย่างไร หากไม่ปรากฏความเสียหายก็จะได้เป็นบรรทัดฐานไปว่า การเผยแพร่คลิปถ่ายเองในสนามลงโซเชียลเป็นสิ่งที่ทำได้ ผู้จัดไม่มีสิทธิห้าม (ซึ่งว่ากันตามตรง มีอินฟลูฯ มากมายที่ลงคลิปตัวเองในสนามแต่ไม่ได้ถ่ายภาพการแข่งขันโดยตรง จนทำให้กฎข้อนี้แทบจะไม่มีสภาพบังคับในปริยายไปแล้ว)

ทั้งนี้และทั้งนั้น กรณีแบบนี้ผมยังไม่เห็นเป็นข้อพิพาทระดับขึ้นโรงขึ้นศาลและมีคำพิพากษาตัวอย่างมาก่อน จึงต้องย้ำว่ามันเป็นแค่ “ความเห็นของผม” นะครับ ในขณะเดียวกัน คนที่บอกว่า กฎที่สนามและพรีเมียร์ลีกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวเป็น “สัญญา” ที่ผู้เข้าสนามทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและมีผลผูกพันตามกฎหมายอย่างแน่นอน ก็เป็นเพียง “ความเห็นของเขา” เช่นกัน"

ด้านเพจ "toychw" อินฟลูเอนเซอร์และยูทูบเบอร์สายฟุตบอลและแฟนบอลตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น มองว่าในกรณีดรามาเพจฟุตบอลนำคลิปที่แฟนบอลถ่ายในสนามพรีเมียร์ลีกไปเผยแพร่ หากเพจดังกล่าวได้รับสิทธิหรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันอย่างถูกต้อง ก็ถือว่ามีสิทธิใช้ฟุตเทจที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากแฟนบอลเจ้าของคลิป เนื่องจากกฎของผู้จัดการแข่งขันกำหนดให้สิทธิในการควบคุมภาพและวิดีโอภายในสนามเป็นของเจ้าของรายการ

ขณะที่แฟนบอลสามารถถ่ายและแชร์คลิปได้ในลักษณะที่เจ้าของลิขสิทธิ์ “อนุโลม” แต่ไม่มีสิทธิเรียกร้องเหนือกว่าผู้ถือสิทธิ์หลัก

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพจทั่วไปที่นำคลิปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็อาจถูกโต้แย้งเรื่องการละเมิดสิทธิของผู้ถ่ายคลิปได้

โดยผู้เขียนสรุปว่าฝ่ายที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเป็นฝ่ายที่มีสถานะทางกฎหมายแข็งแรงกว่าในกรณีนี้ ส่วนการให้เครดิตเจ้าของคลิปเป็นเรื่องของมารยาทและจริยธรรมมากกว่าประเด็นความถูกผิดทางกฎหมาย