ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อแบรนด์มัทฉะของครอบครัว "Little Monster" ล่าสุด นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หรือ "หมอม็อด" กุมารแพทย์ชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ดึงสติสังคม ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ซ่อนอยู่ เมื่อแรงกระแทกจากโลกออนไลน์ไม่ได้หยุดแค่ที่คนดัง แต่ลามไปกระทบจิตใจของเด็กๆ ในครอบครัว พร้อมฝากข้อคิดเตือนใจชาวเน็ตว่า แม้ผู้บริโภคจะมีสิทธิ์วิจารณ์คุณภาพสินค้า แต่ก็ควรติชมอย่างมีขอบเขตโดยไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของใคร เพราะทุกคนล้วนเคยทำพลาด และควรได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองเพื่อลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
จากกรณีประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลัง “แม่ตุ๊ก” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากช่อง Little Monster เปิดตัวแบรนด์มัทฉะ “Hi Matcha Girlies” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจนสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ต่อมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านชา หลังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณภาพของมัทฉะเกรด Super Ceremonial รวมถึงประเด็นที่ทางแบรนด์ยอมรับว่าไม่ได้ทดสอบรสชาติของชาด้วยการชงน้ำเปล่า (Usucha) ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานในการประเมินคุณภาพมัทฉะ ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในวงการชาและบนโซเชียลมีเดีย
ภายหลังเกิดกระแสดรามา แม่ตุ๊กได้ออกมาขอโทษและยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมระบุว่าได้รับบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยยอมรับว่าความชื่นชอบและความตั้งใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจ ขณะที่ “พี่เหว่ง” สามี ได้ออกมาชี้แจงว่าครอบครัวได้รับผลกระทบจากกระแสวิจารณ์อย่างหนัก และขอให้สังคมเปิดโอกาสให้ได้แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. เพจดังอย่าง “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” เพจที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพและพัฒนาการเด็กที่มีชื่อเสียง ของ นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ ซึ่งเป็นกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตเด็ก (Pediatric Pulmonology and Critical Care) ประจำโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ออกมาโพสต์ข้อความ เผย ดรามามัทฉะของครอบครัว Little Monster ที่แม่ตุ๊กออกมายอมรับข้อผิดพลาดและเปิดรับคืนเงินนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า "ทุกคนล้วนเคยทำพลาด" แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือวิธีการรับมือและลุกขึ้นยืนใหม่ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ที่มักรุนแรงและอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด
ซึ่งแรงกระแทกเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคนเป็นพ่อแม่ แต่ยังส่งผลลบต่อสภาพจิตใจของเด็กๆ ในครอบครัวด้วย ผู้เขียนจึงฝากข้อคิดสำคัญว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์วิจารณ์คุณภาพสินค้าได้ แต่ควรติชมโดยไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของใคร พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัว Little Monster ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"ประเด็นที่น่าสนใจที่สุด
ของดรามามัทฉะของแม่ตุ๊ก Little Monster
ไม่ใช่ว่ามัจฉะอร่อยหรือไม่อร่อย
แต่คือ...
เมื่อคนที่คนทั้งประเทศรู้จักทำพลาด
เขาควรได้รับอะไรกลับมา
คำวิจารณ์? โอกาสแก้ตัว? หรือรถทัวร์?
ช่วงนี้
ดรามาเรื่องมัทฉะของครอบครัว Little Monster
กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์
จนสุดท้ายแม่ตุ๊กออกมายอมรับข้อผิดพลาด
พร้อมประกาศคืนเงินให้ลูกค้าที่ไม่พอใจ
ส่วนพ่อเหว่งก็ออกมาไลฟ์ชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบในฐานะคนในครอบครัว
สำหรับผม
เรื่องนี้มีอยู่ 2 เรื่องที่น่าสนใจ
เรื่องแรก คือ "ความผิดพลาด"
เมื่อทำธุรกิจแล้วลูกค้าไม่พอใจ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร
สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงและกลับไปแก้ไข
ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าแม่ตุ๊กและทีมงานก็ได้ออกมายอมรับแล้ว
จริงๆ แล้ว
คนเราผิดพลาดกันได้ทุกคน
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ
เป็นอินฟลูเอนเซอร์
เป็นหมอ
เป็นครู
หรือเป็นพ่อแม่
ไม่มีใครเติบโตจนพ้นจากคำว่า "ทำพลาด"
มีประโยคหนึ่งที่พ่อเหว่งพูดไว้แล้วผมชอบมาก
"ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยทำพลาด
แต่เมื่อพลาดแล้วจะกลับมายืนอย่างไร"
ผมว่าประโยคนี้สะท้อนชีวิตได้ดี
เพราะหลายครั้ง
คนไม่ได้ถูกตัดสินจากวันที่ประสบความสำเร็จ
แต่ถูกจดจำจากวิธีที่รับมือในวันที่ล้มมากกว่า
อีกเรื่องที่ผมว่าน่าคิดไม่แพ้กัน
คือเรื่องของ "รถทัวร์"
แน่นอนว่าหลายคนที่ออกมาวิจารณ์
คือคนที่ซื้อจริง
ลองจริง
และผิดหวังจริง
ซึ่งเป็นสิทธิที่ควรได้รับการรับฟัง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
จากข้อมูลที่พี่เหว่งเปิดเผย
คนที่ยื่นขอคืนเงินจริงมีไม่ถึง 5%
แน่นอนว่าตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าสินค้าไม่มีปัญหา
เพราะคนที่ผิดหวังอาจไม่ได้เลือกคืนสินค้าทุกคน
แต่ก็น่าสนใจว่ากระแสบนโลกออนไลน์กับเสียงของลูกค้าจริง
อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
ซึ่งโลกโซเชียลทุกวันนี้เป็นแบบนี้จริงๆ
วันที่คุณประสบความสำเร็จ
จะมีคนปรบมือให้
แต่วันที่คุณพลาด
จะมีคนพร้อมเข้ามาวิจารณ์
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนมีชื่อเสียงทุกคนต้องยอมรับ
เพราะชื่อเสียง
ไม่ได้มาพร้อมแค่โอกาส
แต่มาพร้อมการถูกตรวจสอบจากสังคมด้วยเช่นกัน
วันที่คนรักคุณ
ยอดขายอาจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่วันที่คุณพลาด
แรงกระแทกก็จะรุนแรงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
นี่คือราคาที่มาพร้อมชื่อเสียง
แต่สิ่งที่สะกิดใจผมมากที่สุด
กลับไม่ใช่เรื่องมัทฉะ
ไม่ใช่เรื่องยอดขาย
และไม่ใช่เรื่องยอดคืนเงิน
แต่เป็นตอนที่พ่อเหว่งเล่าว่า
ลูกๆ ซึมกันหมด
และคอยอยู่ข้างล่างบ้านเป็นกำลังใจให้แม่
ไม่ยอมห่างแม่เลย
ฟังแล้วก็แอบนึกถึงว่า
สุดท้ายแล้ว
ดรามาหนึ่งเรื่อง
อาจไม่ได้กระทบแค่คนที่ถูกวิจารณ์
แต่มันกระทบไปถึงคนในครอบครัวด้วย
โดยเฉพาะเด็กๆ
ที่อาจยังไม่เข้าใจทั้งหมดด้วยซ้ำ
ผมไม่ได้เขียนโพสต์นี้เพื่อบอกว่าใครถูกหรือใครผิด
เพราะเรื่องคุณภาพสินค้าลูกค้าก็มีสิทธิ์ตัดสิน
แต่ผมคิดว่าคนเราสามารถวิจารณ์ความผิดพลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องทำลายความเป็นมนุษย์ของใคร
เพราะคนเราสามารถรับผิดชอบต่อความผิดพลาดได้โดยที่ยังคงได้รับความเป็นมนุษย์อยู่
ขอเป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งกำลังใจให้แม่ตุ๊ก พ่อเหว่ง และครอบครัว Little Monster ครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว
คนเราไม่ได้ถูกจดจำจากวันที่ไม่เคยล้ม
แต่ถูกจดจำจากวิธีที่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
หลังจากวันที่ล้มหนักที่สุดต่างหาก"


