วิกฤตร้านอาหารขนาดเล็ก! "ฐินิวรรณ กุลมงคล" นายกสมาคมภัตตาคารไทย ร้องรัฐบาลพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่ออุ้มกลุ่มร้านอาหารที่เคยมียอดขาย 10,000-30,000 บาทต่อวัน เผยปัจจุบันต้องแบกรับภาวะขาดทุนจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อรักษาการจ้างงาน โดยเสนอให้ปรับเกณฑ์รายได้ผู้เข้าร่วมโครงการขึ้นเป็น 2-5 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีและระบบประกันสังคม
วันนี้ (7 มิ.ย.) นางฐินิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาขยายสิทธิการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ให้แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ระบุว่า รัฐบาลได้ดําเนินโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส" ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ อันเป็นนโยบายที่สมาคมภัตตาคารไทยเห็นว่ามีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยสร้างกําลังซื้อภายในประเทศเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม สมาคมภัตตาคารไทยได้รับเรื่องร้องเรียน และสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบร้านอาหารขนาดเล็กจํานวนมาก ซึ่งเคยมียอดขายวันละ 10,000 ถึง 30,000 บาทต่อวัน รายได้ปีละ 2-5 ล้านบาทต่อปี เป็นกลุ่มธุรกิจที่ดําเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกันสังคม ฯลฯ เป็นผู้มีลูกจ้าง พนักงานตั้งแต่ 5-20 คน
ปัจจุบันผู้ประกบการร้านอาหารกําลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ร้านอาหารมียอดขายลดลงเฉลี่ยร้อยละ 30-50 ขณะที่ค่าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15-20 รวมถึงยังต้องเผชิญภาระต้นทุนด้านต่างๆ ได้แก่ ค่าแรงและปัญหาขาดแคลนแรงงานไทย ค่าพลังงานและสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเช่าสถานประกอบการ ค่าการตลาดและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจํานวนมากอยู่ในภาวะ “รายได้ลดลง แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น” และต้องแบกรับภาระขาดทุนเพื่อรักษาธุรกิจและการจ้างงานเอาไว้
ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 700,000 ล้านบาท เป็นร้านขนาดเล็กจํานวนหลายแสนราย มีการจ้างงานหลายล้านคน ภาคธุรกิจร้านอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสําคัญของเศรษฐกิจไทย มีบทบาทเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการขนส่ง ตลอดจน แรงงานในภาคบริการจํานวนมาก การคงอยู่ของร้านอาหารขนาดเล็กจึงมิใช่เพียงการรักษาผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใด หากแต่เป็นการรักษาระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง
สมาคมภัตตาคารไทยจึงใคร่ขอกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาขยายสิทธิหรือกําหนด มาตรการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี (โครงการสามารถเข้าร่วมได้ เฉพาะรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้ในระยะต่อไป หรือได้รับการสนับสนุนในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับกระทบอย่างแท้จริง และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี และมีส่วนสําคัญในการสร้างการจ้างงานให้แก่ประเทศ สมาคมภัตตาคารไทยเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก จะช่วยรักษากา จ้างงาน กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม


