“ดร.ปิติ” หนุนไทยเข้าร่วมกระบวนการ UNCLOS เพื่อการยอมรับจากประชาคมโลก แนะ 4 ขั้นตอนพลิกเกม คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ เหตุประเด็นขัดแย้งโยงดินแดนเกาะกูด ไม่ใช่แค่เรื่องทางทะเล ประจานกัมพูชาขีดเส้นอ้างสุทธิโดยไม่สุจริต จัดทำสมุดปกขาวประเด็นสถานะเกาะกูด-เหลี่ยมเขมร เผยแพร่ทั่วโลก ให้กองทัพเรือลาดตระเวน บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
วันที่ 6 มิ.ย. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ประธานบริหาร มูลนิธิอาเซียน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam เสนอยุทธศาสตร์รับมือกรณีกัมพูชาใช้กลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ข้อพิพาททางทะเลกับไทย มีรายละเอียดดังนี้
ยุทธศาสตร์สู้ศึกกัมพูชา UNCLOS: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย
เมื่อกัมพูชาส่งหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านสหประชาชาติ สิ่งที่คนไทยหลายคนคิดคือ “งั้นเราก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปร่วมประชุมกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง”
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ… คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะกฎหมายของ UNCLOS เขียนไว้ชัดว่า หากฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมมา คณะกรรมาธิการสามารถแต่งตั้งคนอื่นมาทำหน้าที่แทนฝ่ายไทย และเดินหน้าพิจารณาจนออกรายงานแนะนำฝ่ายเดียวได้ ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกทันที (เหมือนเช่นกรณีที่ฟิลิปปินส์เคยนำประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่จีนไม่เข้าร่วมกระบวนการ ในปี 2014 และเมื่อมีคำตัดสินในปี 2016 แม้จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในสายตาประชาคมโลก ฟิลิปปินส์ก็ได้แต้มต่อ)
ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของไทยไม่ใช่การ “หนี” แต่คือการ “เดินหน้าเข้าชนเพื่อล้มกระบวนการตั้งแต่ก้าวแรก” โดยใช้แผนยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ:
ขั้นตอนที่ 1: ยื่น “คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ” (Preliminary Objections)
เมื่อไทยไปปรากฏตัว สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การไปเถียงเรื่องน่านน้ำ แต่เป็นการยื่นเอกสารตบโต๊ะว่า “พวกคุณ (คณะกรรมาธิการ) ไม่มีสิทธิ์มาพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่แรก!” โดยใช้ข้อสู้อันทรงพลัง 2 ข้อที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 298:
สู้ด้วยเรื่องเกาะกูด (The Island Sovereignty Bar): เราต้องชี้ให้กรรมาธิการดูแผนที่ว่า เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชามันลากตัดผ่าเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของไทย ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลเฉยๆ แต่เป็นเรื่อง “ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะ” ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ประโยคท้าย เขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเกาะหรือแผ่นดิน ให้ยกเว้นจากการไกล่เกลี่ยภาคบังคับทันที ข้อนี้เปรียบเหมือนหมัดน็อคที่จะทำให้คณะกรรมาธิการต้องปิดแฟ้มคดีและยุติบทบาทลงทันที เพราะขัดต่อกฎของตัวเอง
สู้ด้วยเรื่องเวลา (Temporal Jurisdiction Bar): เราต้องแย้งว่าความขัดแย้งนี้เกิดจากการลากเส้นของกัมพูชาในปี 1972 ซึ่งเกิดก่อนที่กฎหมาย UNCLOS 1982 จะคลอดออกมาเสียอีก และตามมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ระบุว่ากลไกนี้จะใช้ได้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เท่านั้น เรื่องเก่ารุ่นคุณปู่ก่อนมีกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของกรรมาธิการชุดนี้
ขั้นตอนที่ 2: แฉพฤติกรรม “ไร้ความสุจริต” (Bad Faith) ในเวทีโลก
ในกฎหมายสากล มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักความสุจริต” (Good Faith) หมายความว่าผู้ที่จะมาพึ่งพากฎหมายต้องทำตัวสะอาดและซื่อสัตย์ ไทยต้องแสดงหลักฐานให้คณะกรรมาธิการและชาวโลกเห็นว่า เส้นปี 1972 ของกัมพูชาเป็นเส้นที่ลากขึ้นมาเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ เพื่อจงใจสร้างเรื่องขัดแย้ง (Manufactured Dispute) และการที่กัมพูชาเพิ่งมาสมัครเข้าภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วรีบถอนข้อยกเว้นปุบปับเพื่อจะฟ้องไทย ถือเป็นพฤติกรรม “เล็งผลเลิศเลือกใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ” (Forum Shopping) ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง
ขั้นตอนที่ 3: เปิดยุทธการ “สมุดปกขาว” ฉีกหน้ากัมพูชาผ่านสื่อโลก
นอกจากสู้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ประเทศไทยต้องเปิดเกมรุกทางสื่อสารมวลชนระดับโลก ด้วยการจัดทำ “สมุดปกขาว” (White Paper) เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน เพื่อกระจายข้อมูลไปยังสถานทูต สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยในสมุดปกขาวต้องแสดงหลักฐานเด็ด 2 อย่าง:
ภาพหลักฐานจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ที่บรรพบุรุษของกัมพูชา (ผ่านฝรั่งเศส) เคยเซ็นยอมรับเองว่าเกาะกูดเป็นของไทย
ภาพกราฟิกเปรียบเทียบทางเรขาคณิตที่แสดงให้เห็นว่า เส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมานั้นมันบิดเบี้ยวและน่าตลกขบขันเพียงใดเมื่อเทียบกับหลักสากล
การทำแบบนี้เป็นการย้อนเกล็ดบดขยี้ภาพลักษณ์ของกัมพูชา จากที่พยายามจะโชว์ตัวเป็นพระเอกผู้รักษากฎหมาย ให้กลายเป็นประเทศที่ฉ้อฉลในสายตาของประชาคมโลกทันที
ขั้นตอนที่ 4: แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่จริง (Effective Occupation)
ในขณะที่นักกฎหมายสู้กันด้วยกระดาษ ในพื้นที่จริงของอ่าวไทย ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่เข้มแข็ง กองทัพเรือไทยและตำรวจน้ำต้องคงการลาดตระเวน ดูแลชาวประมง และบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่น่านน้ำของเราอย่างต่อเนื่องและสงบ (Continuous and Peaceful Display of Authority) เพราะในกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานที่แน่นหนาที่สุดในการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง


