กรมสรรพากรยืนยันเร่งรัด “ทักษิณ” จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน ตามคำพิพากาษของศาล มาตลอด พร้อมสอบสวนทรัพย์สินทุกประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยึดอายัด นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากร แต่หากเร่งรัดจนถึงที่สุดแล้ว จะฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย
วันนี้(5 มิ.ย.) กรมสรรพากรเผยแพร่เอกสารแถลงข่าว เรื่อง กรมสรรพากรดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร มีใจความว่า ตามที่กรมสรรพากรได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากร จากนายทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๖๘๙๐/๒๕๖๘ ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงเป็นที่ยุติและมีผลทำให้หนี้ภาษีอากรตามการประเมินเป็นที่สุด
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “นับแต่ประเมินภาษีนายทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการพิจารณาคดีในชั้นศาล กรมสรรพากรได้ติดตามเร่งรัดภาษีอากรค้างจากนายทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยดำเนินการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อยึด อายัด นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากร ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาแนวทางดำเนินการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร
“อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการเร่งรัดภาษีอากรจนถึงที่สุดแล้ว หากกรมสรรพากรได้รับชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมินก็จะพิจารณาดำเนินการฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เป็นคดีล้มละลายต่อไป โดยได้ดำเนินการภายใต้กรอบระยะเวลาและอายุความตามกฎหมายมีให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ”
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้ดำเนินการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำนวนเงิน 17,629 ล้านบาท จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) โดยได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ง.ด.12) ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 ซึ่งต่อมาได้มีการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งในปี 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรนั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว และให้นายทักษิณปฏิบัติตามการประเมินดังกล่าว


