ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ออกมาเปิดใจถึงบทเรียนบาดลึกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้ผลงานวิจัย "สูตรวัคซีนไขว้" จะได้รับการยอมรับระดับโลกจาก WHO แต่ในไทยกลับถูกสังคมออนไลน์และแม้กระทั่ง "แพทย์รุ่นน้อง" โจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง พร้อมทิ้งท้ายประเด็นร้อน... ชี้แรงกดดันจากสังคมและการเรียกร้องที่มากเกินไปนี่แหละ คือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับวัคซีนอย่างไม่จำเป็น!
วันนี้ (4 มิ.ย.) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ไวรัสวิทยาคลินิก และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนบทเรียน 5 ปีของการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นโรคประจำฤดูกาล
โดยเผยถึงความเจ็บปวดจากการถูกสังคมออนไลน์และบุคลากรทางการแพทย์รุ่นน้องโจมตี บูลลี และกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนอย่างรุนแรง ทั้งที่ตนมุ่งให้ข้อมูลและทำการวิจัยตามหลักวิทยาศาสตร์ จนผลการศึกษาการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO)
พร้อมชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า สื่อสังคมออนไลน์เป็นดาบสองคมที่ทำให้ "ความเชื่อเสียงดังกว่าความจริง" ซึ่งแรงกดดันทางสังคมและการเรียกร้องที่มากเกินไปนี้เองเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับวัคซีนอย่างไม่จำเป็น ทั้งนี้ หมอยงได้ระบุข้อความว่า
"โควิด-19 ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลายสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือ เท้า ปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด-19 และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด
ปัญหาของโควิด-19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลง ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดาตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าราย เช่นเดียวกันกับโควิด-19
ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว
ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่าผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าวทางคำพูด bully ต่างๆ มากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ นอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอมาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์
เมื่อดูวิดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหาค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆ สบายดี
แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลปะ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะจะเชิญผมไปบรรยายให้กับแพทย์จบใหม่ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดีที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่งก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุดก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก
ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติจะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้
ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลกใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน
สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆ กัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริงจากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์"


