ผู้ใช้เฟซบุ๊กแฉสภาพโครงการศูนย์เรียนรู้ดิจิทัล 10 ล้านบาทบนดอย ที่สร้างเสร็จแต่เด็กไม่ได้ใช้ กลายสภาพเป็นเขตหวงห้ามและ "สุสานของภาษี" อย่างแท้จริง เบื้องหลังสุดเจ็บปวดคือภาครัฐโยนภาระให้โรงเรียนยากจนรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุงเอง สุดท้ายไม่มีงบ ศูนย์ถูกปิดตาย เด็กๆ ทำได้แค่ชะเง้อมองคอมพิวเตอร์ผ่านหน้าต่าง เผยภาคเหนือที่เดียวมีตึกร้างแบบนี้ทะลุ 200 แห่ง ทำเอาคนจ่ายภาษีตั้งคำถามแรง... โครงการปูพรมแบบนี้ ทำไปเพื่อใคร
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Bobby Ralph” ออกมาโพสต์ข้อความถึง โครงการศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลของภาครัฐที่สร้างขึ้นในโรงเรียนทุรกันดารบนดอยได้กลายเป็นความสูญเปล่าของเงินภาษี เนื่องจากรัฐมีเงื่อนไขให้โรงเรียนที่ยากจนและขาดแคลนแม้กระทั่งสาธารณูปโภคพื้นฐาน ต้องรับผิดชอบค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์มูลค่าหลักสิบล้านบาทต่อเมื่อครบ 5 ปี
แต่เมื่อโรงเรียนไม่มีงบประมาณรองรับ ศูนย์ดังกล่าวจึงถูกปิดตายและเด็กนักเรียนถูกตัดสิทธิ์การใช้งาน ซึ่งปัญหาการทิ้งร้างลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วกว่า 200 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินโครงการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริงจนกลายเป็นเพียง "สุสานของภาษี" ที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้เสียภาษี ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า
“สุสานของภาษี...
.
ตอนขึ้นไปทำน้ำดื่มบนดอย ผมสะดุดตากับตึกใหม่เอี่ยมตึกหนึ่ง โผล่ขึ้นมาท่ามกลางโรงเรียนที่ไม่มีทั้งน้ำ ทั้งไฟฟ้า
.
ศูนย์เรียนรู้ digital ของ กระทรวงอะไรสักอัน
.
เป็นโครงการที่รัฐขึ้นมาสร้างเพื่อให้เด็กๆใช้คอมฯ ใช้เน็ตเป็น มาพร้อมกับแบตเตอรี่ใหม่เอี่ยม และแผงโซล่าห์
.
เด็กๆก็ได้ใช้งานบ้างตามกำลังไฟที่มี แผนการของ กระทรวงคือเป็นเจ้าของ 5 ปีแล้วโอนให้โรงเรียนเป็นครุภัทณ์รับไปดูแลต่อ...
.
แต่ รร. ยากจน ไม่มีงบประมาณ ได้เงินค่าอาหารกลางวันหัวละ 20 บาทเอาตังที่ไหนมาซ่อมดูแล เครื่องคอมฯ printer และระบบกว่า 10 ล้านในตึกนั้นในปีถัดไป
.
จบที่กระทรวงบอกไม่โอนรับไปก็ไม่ต้องมาใช้ กลายเป็นเขตหวงห้ามกลางโรงเรียน เด็กๆได้แต่เกาะขอบหน้าตาชะเง้อดูคอมพิวเตอร์เกือบ 20 เครื่องและของดีต่างๆที่อยู่ในนั้น
.
เหตุการณ์แบบนี้มีคนบอกว่ามีเกิน 200 โรงเรียนบนดอยภาคเหนือ
.
คนจ่ายภาษีทุกปีคิดยังไงครับ... เห็นว่าโครงการ Ai จะมาแล้วสินะ เอาคอมฯที่ไหนใช้กันล่ะ
.
ส่วน VC อย่างผมกำหมัดละนะ“


