xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ชี้ศาลสั่งคุก “วัชรพล-สุภา” สัญญาณเตือนองค์กรอิสระเป่าคดีไม่ได้ ติง “วีระ” ถอนฟ้องเสียมวย “ปานเทพ” เผยสังคมไม่รู้กระทั่งศาลพิพากษา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อ.ปานเทพ” เผย “วีระ” ไม่เคยบอกปมถอนฟ้อง ป.ป.ช.คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม จนกระทั่งศาลทำข่าวแจก เจ้าตัวค่อยชี้แจงทีหลัง ด้าน “สนธิ” ชี้เท่ากับเสียมวย ยื่นฟ้องแล้วทยอยขอถอนจนหมด ยังดีที่ศาลไม่ให้ถอนฟ้อง “วัชรพล-สุภา” เพราะเกี่ยวข้องผลประโยชน์สาธารณะ ไม่งั้นจะไม่มีใครได้รับโทษในคดีนี้ ย้ำต่อสู้แทนประชาชนต้องโปร่งใสทุกขั้นตอน แต่เชื่อ “วีระ” ไม่มีผลประโยชน์

กรณีนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.รวม 12 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีปกปิดข้อมูลการสอบสวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมานายวีระได้ทยอยถอนฟ้องจำเลยจนเหลือ 2 รายสุดท้ายซึ่งนายวีระได้ขอถอนฟ้องในชั้นสืบพยาน คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ และนางสาวสุภา ปิยะจิตติ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง และมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 คนเป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา


ต่อมานายวีระได้ชี้แจงสาเหตุที่ขอถอนฟ้องว่า เนื่องจากจำเลยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยการเขียนหนังสือขอโทษนายวีระและประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งยอมส่งมอบเอกสารและข้อมูลสำคัญภายในสำนักงาน ป.ป.ช.ให้ ซึ่งศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ส่วนในรายของ พล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา ได้ยื่นถอนฟ้องในวันสืบพยานเนื่องจากได้รับการติดต่อและยอมทำหนังสือขอโทษพร้อมส่งมอบข้อมูลให้ในลักษณะเดียวกันแต่ศาลไม่อนุญาตให้ถอนนั้น

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ กล่าวในรายการ “สนธิเล่าเรื่อง” เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป “sondhitalk” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การที่ศาลใช้อำนาจไม่ยอมให้ถอนฟ้องถือว่า เป็นสัญญาณเตือนที่แรงไปยังองค์กรอิสระทุกแห่งว่าหลังจากนี้ คดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์สาธารณะ จะไม่มีสิทธิใช้เกมการเมืองเบื้องหลังมาเจรจาให้โจทก์ถอนฟ้องหรือเป่าคดีให้เงียบหายได้อีกต่อไป เพราะศาลพร้อมที่จะเข้ามาขวางเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งรัฐ

“ตอนแรกสุดประชาชนให้การสนับสนุนและยกย่องคุณวีระเป็นฮีโร่ เพราะถือว่า คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ และคุณวีระก็ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสเรื่องนาฬิกาหรูที่สังคมกังขามานานแล้ว

“แต่เมื่อสังคมทราบว่าคุณวีระยื่นถอนฟ้องจำเลยจนเกือบหมด สังคมเลยเกิดความงุนงงสงสัยในเจตนาคุณวีระ เนื่องจากกระบวนการเจรจาตกลงกันภายในหรือการยอมรับผิดของจำเลยนั้น สังคมไม่เคยได้รับรู้หรือเห็นเอกสารใดๆ เลย”

นายสนธิ กล่าวต่อ ว่า มีความเสี่ยงต่อรูปคดี หากนายวีระยื่นถอนฟ้องจำเลยเกือบทั้งหมดแล้วศาลยอมอนุมัติจะส่งผลให้คดีหลุดและไม่มีจำเลยถูกลงโทษ ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสาธารณชน

“ก็ย้อนกลับไป แล้วที่คุณฟ้องตอนแรกตั้ง 12 คนเนี่ย ฟ้องไปทำไม ฟ้องเพื่อหาเหตุเจรจากันรึไง นี่คือสิ่งที่สังคมตั้งข้อสังเกตนะ ไม่ใช่ผมนะ สังคมก็เลยถามว่า การเจรจาถอนฟ้องนั้นมีอะไรเกี่ยวข้อง มีผลประโยชน์อะไรแลกเปลี่ยนกันหรือเปล่า”

นายสนธิ กล่าวอีกว่า จุดหักมุมที่สำคัญคือศาลไม่ยอมอนุมัติให้ถอนฟ้อง แม้ว่าตัวโจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนเองก็ตาม เนื่องจากศาลเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสาธารณชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะมาตกลงยอมความกันได้ ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอลงอาญา ถือว่าเป็นการตัดสินที่เฉียบขาดมีประโยชน์ต่อสังคมมาก

“คนที่อยู่ในวงการศาลในวงการยุติธรรมบอกว่าถ้าไม่มีการยื่นขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 7 ในวินาทีสุดท้ายนั้น คำพิพากษาอาจจะไม่ออกมาแรงขนาดนี้ อาจจะออกมาแค่พิพากษาจำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญาแล้วสั่งปรับโน่นปรับนี่ แต่นี่ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญาโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งแห่งที่ของคนอย่างเช่น พลตำรวจเอก วัชรพล ในฐานะประธาน ป.ป.ช.”

นายสนธิ กล่าวอีกว่า คำพิพากษาที่ออกมากลายเป็นการฉีกหน้ากากของทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่ง ป.ป.ช.ก็ถูกพิสูจน์ว่ามีความผิดจริง ฝั่งนายวีระนั้น ค่อนข้างจะเสียมวย และก็เสียความน่าเชื่อถือในสายตาสังคมบางส่วน จากพฤติกรรมดึงเกมและแอบงุบงิบเจรจาทยอยถอนฟ้องจำเลย


“ผมรักและเคารพคุณวีระมาก เพราะคุณเป็นนักสู้คนหนึ่ง แต่งานนี้คุณเสียมวยเสียมวย เชื่อผมสิการต่อสู้อะไรเป็นตัวแทนประชาชน ข้อแรกข้อสำคัญที่สุดคือเราต้องโปร่งใส เราต้องพิสูจน์ได้ทุกขบวนการ ถ้าเราฟ้องใครแล้วมีการเจรจาและมีการถอนฟ้อง โดยถอนคนโน้นถอนฟ้องคนนี้ เราต้องชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบ

“ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือว่า เมื่อคุณวัชรพล และคุณสุภา มาเจรจาต่อหน้าบัลลังก์ในช่วงสืบพยานว่าเขาขอให้ถอนฟ้อง ถ้าผมเป็นคุณวีระ ผมไม่ถอนฟ้อง ถึงจะเขียนจดหมายยังไง แล้วไอ้ที่บอกว่าหลายๆ รายนี้เขียนจดหมายมา จดหมายอยู่ที่ไหน แล้วที่บอกว่าจะเล่าความลับเบื้องหลังให้ฟังถึงยอมถอนฟ้อง ความลับเบื้องหลังอะไร ประชาชนมีสิทธิจะรู้หรือเปล่า

“นั่นคือ สิ่งที่ผมตั้งคำถาม ถามด้วยความเคารพ ผมยังเชื่อใจคุณวีระว่า เป็นนักสู้ แต่คุณวีระพลาดไปบ้างหรือเปล่า ในเรื่องราวต่างๆ ที่สังคมเขาตั้งคำถามถาม อันนี้ การที่เราจะเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการต่อสู้เรื่องอะไรก็ตาม เราต้องได้รับการสนับสนุนของเขา ประชาชนจะสนับสนุนพวกเราอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็ต้องสร้างความบริสุทธิ์ใจของเราให้ประชาชนเห็นเหมือนกัน ว่าเราโปร่งใสทุกขั้นตอน ทุกระเบียบ ไม่มีการแอบเกี้ยเซียะกันเลย แอบตกลงกันเพื่อให้ขอร้องถอนฟ้อง

“ส่วนจะมีผลประโยชน์อะไรพิเศษ ผมไม่ทราบ และผมก็เชื่อว่าคุณไม่มี แต่ผมคิดว่าคุณทำผิดขั้นตอนไปหลายประการในการที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน” นายสนธิ กล่าว


ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในรายการ News Hour ทางช่อง News1 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ว่า ในเรื่องการถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้นายวีระไม่เคยบอกใครมาก่อน จนกระทั่งศาลทำข่าวแจกสื่อมวลชนหลังจากการอ่านคำพิพากษาจึงทราบว่ามีการถอนฟ้อง

“ไม่เคยบอกใครมาก่อน และตอนที่ศาลพิพากษาจบ คุณวีระก็ยังบอกเลย เป็นผลงานของภาคประชาชนครั้งแรก แต่ว่าพอศาลบอกว่ามีการขอถอนฟ้อง ถึงค่อยมาอธิบายทีหลังด้วยนะครับ อันนี้แหละครับ ท่านผู้ชมลองพิจารณา” นายปานเทพ กล่าว