xs
xsm
sm
md
lg

ภาษียาสูบในวาระวันงดสูบบุหรี่โลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มแข็งและต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน จนสามารถกล่าวได้ว่า สังคมไทยได้สร้าง “พื้นที่ปลอดควันบุหรี่” ที่ช่วยคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่จากผลกระทบของควันบุหรี่มือสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน มาตรการต่าง ๆ ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและแรงกดดันให้ผู้สูบบุหรี่ลด ละ หรือเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านสาธารณสุขที่ควรได้รับการชื่นชม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้

ดำเนินมาตรการควบคุมยาสูบอย่างครอบคลุม ทั้งการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ การห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ การติดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศมีแนวโน้มลดลง และทำให้ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ไม่สูบบุหรี่ สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องเผชิญกับควันบุหรี่เหมือนในอดีต หรือเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศทั่วโลก

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดการสูบบุหรี่ คือ “มาตรการด้านภาษี” เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถลดการเข้าถึงบุหรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย เพราะการเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ลดความจูงใจในการซื้อของผู้สูบบุหรี่ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเพื่อนำกลับไปใช้พัฒนาด้านสาธารณสุข ท้องถิ่นและสังคมได้ด้วย

ก่อนปี 2560 ประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว และมีการปรับขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ สัดส่วนการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายหรือบุหรี่เถื่อนยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เกินประมาณ 10%

แต่หลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษีเป็น “2 อัตรา” ในปี 2560 กลับเกิดผลข้างเคียงรุนแรง โดยเฉพาะการเปิดช่องให้บุหรี่นำเข้าลดราคาลงมาแข่งขันในกลุ่มราคาต่ำ ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยบุหรี่ราคาถูกมากขึ้น สวนทางกับเป้าหมายการลดการสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง กลับกลายเป็นว่ากำลังทำร้าย
รัฐวิสาหกิจของรัฐเสียเอง เพราะระบบปัจจุบันทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเสียเปรียบ สูญเสียตลาด และกระทบเกษตรกรชาวไร่ยาสูบโดยตรง
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาที่โครงสร้างภาษีเป็นแบบ 2 อัตรา พิสูจน์แล้วว่า เรากำลังเดินผิดทิศทาง ทั้งในมิติของการปกป้องสุขภาพประชาชน การจัดเก็บรายได้รัฐ และการดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาสูบของไทย

สิ่งที่น่ากังวลคือ ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และนักวิชาการด้านสาธารณสุขและเศรษฐศาสตร์ของไทย ต่างเสนอไปในทิศทางเดียวกันมาหลายปีแล้วว่า ประเทศไทยควรใช้ “ภาษีอัตราเดียว” ตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการบิดเบือนตลาด
วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ จึงอาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่รัฐบาลจะตัดสินใจ “ปิดจุดอ่อน” ของระบบภาษีบุหรี่ไทยเสียที ก่อนที่ประเทศจะสูญเสียทั้งสุขภาพประชาชนและรายได้รัฐ และเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในบทบาทด้านสาธารณสุขที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำใน WHO

หากรัฐบาลจะปรับโครงสร้างครั้งใหม่ ก็ควรทำอย่างสมดุล คือกลับไปสู่อัตราเดียว กำหนดอัตราภาษีให้เหมาะสม พร้อมทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีตามการขยายตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจตามตัวอย่างประเทศที่ดี เพื่อปรับพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้โครงสร้างที่ผิดพลาดดำรงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ทุกฝ่ายเห็นปัญหาตรงกัน