xs
xsm
sm
md
lg

เปลี่ยนมุมคิด “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์”คำตอบใหม่ของปลาหมอคางดำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในวันที่สังคมยังถกเถียงกันไม่จบว่า “ปลาหมอคางดำ” เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร อีกด้านหนึ่งกลับมีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามใหม่ที่สำคัญกว่าเดิมว่า แล้ววันนี้…เราจะอยู่กับมันอย่างไร ที่เราได้ประโยชน์มากที่สุด

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ปลาหมอคางดำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปลาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติไทย ว่าเราจะเลือกจมอยู่กับการหาคนผิด หรือจะเดินหน้ามองมุมใหม่มาจัดการกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เพื่อดูแลเกษตรกรและชาวประมง ตลอดจนเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ

หนึ่งในเสียงที่น่าสนใจที่สุดเวลานี้ มาจาก ธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ที่เสนอแนวคิด “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” ผ่านรายการ “เปลี่ยนมุมคิด” ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นความพยายาม “เปลี่ยนวิธีคิด” ของสังคมต่อปลาหมอคางดำครั้งสำคัญ

คุณธวัชยอมรับ เรื่องการหาคนรับผิดชอบต้องให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและกระบวนการกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วันนี้ปลาหมอคางดำได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำไทยไปแล้ว โจทย์ใหญ่ เราต้องหาทางควบคุมปริมาณปลาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และทำอย่างไร ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรและชุมชนมากที่สุด

นี่คือจุดที่แนวคิด “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” เริ่มมีความหมายมากกว่าคำว่า “กำจัด”เพราะในความเป็นจริง การใช้งบประมาณลงไปจับปลาเพียงอย่างเดียว อาจทำได้แค่ชั่วคราว แต่หากปลาเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้เมื่อไร การจับปลาจะกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และนี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พยายามผลักดันให้ปลาหมอคางดำถูกมองใหม่ จาก “สิ่งที่ต้องจัดการ” ไปสู่ “ทรัพยากรที่ต้องใช้ให้เป็น”

ในหลายพื้นที่ แนวคิดนี้เริ่มเกิดขึ้นจริงแล้ว ตัวอย่างเช่น ที่สมุทรปราการ ปลาหมอคางดำถูกนำมาแล่เอาเฉพาะเนื้อ ผสมเครื่องเทศ ก่อนแปรรูปเป็น “เชียงปลา” สินค้าชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจ เพราะรสชาติอร่อยไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ปลาอื่นๆ มากนัก และยิ่งมีการจับปลาออกจากแหล่งน้ำมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยควบคุมปริมาณปลาในพื้นที่ได้มากขึ้นเท่านั้น หรือ ชาวบ้านในอ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ยังได้คัดปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นปลาแดดเดียวส่งขายร้านค้าในกรุงเทพ เป็นอีกแนวทางสร้างความมั่นคงอาหารให้ชุมชน เพราะปลากินได้

ที่นครศรีธรรมราช กลุ่มเลี้ยงปูขาวใช้เป็นวัตถุดิบเลี้ยงปูแทนปลาเศรษฐกิจจากทะเลที่มีต้นทุนสูงกว่า ขณะที่โรงงานปลาป่นใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นอีกคำตอบที่น่าสนใจท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้นทุนทางการเกษตรสูงขึ้น หรือนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้ในระบบจัดการน้ำของบ่อกุ้ง บางพื้นที่พบว่า ปลาชนิดนี้สามารถช่วยกินเศษอินทรียวัตถุและเลนในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ดี เป็นประโยชน์ที่เกษตรกรเปลี่ยนศัตรูมาเป็นพันธมิตร

เมื่อยิ่งศึกษามากขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้มูลค่า อาจกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ จากความสำเร็จของทีมวิจัยคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นำโดย ผศ.ดร.วัชระ ดำจุติ ที่สามารถสกัด “ไบโอแคลเซียม” จากครีบ หาง และก้างปลาหมอคางดำได้สำเร็จ โดยคุณสมบัติใกล้เคียงกับแคลเซียมที่สกัดจากปลาแซลมอน ซึ่งเป็นการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารแห่งอนาคต

การเปลี่ยนตัวปัญหาให้เป็นโอกาส คือการเปลี่ยน “วิธีคิด” เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยมักแก้ปัญหาทรัพยากรด้วยวิธี “ต่อต้าน” มากกว่า “บริหารจัดการ” ทั้งที่ในโลกความจริง หลายปัญหาไม่สามารถทำให้หายไปได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญ คือการควบคุมให้สมดุล และเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นคุณค่า และที่สำคัญ การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำจะเกิดผลจริงไม่ได้เลย หากผู้บริหารระดับนโยบายยังรับรู้สถานการณ์ผ่านเพียง “รายงานบนโต๊ะ” เพราะหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาพความเป็นจริงอาจแตกต่างจากตัวเลขที่ถูกสรุปขึ้นมาในระบบราชการอย่างมาก

หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างแท้จริง รัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นทั้งพัฒนาการของปัญหา ผลลัพธ์ของมาตรการที่ดำเนินอยู่ และข้อจำกัดที่เกษตรกรกำลังเผชิญจริงในแต่ละพื้นที่

เพราะบางครั้ง ตัวเลขความหนาแน่นของปลา หรือรายงานสรุปผล อาจไม่สะท้อนภาพความจริงเท่ากับการลงพื้นที่ไปเห็นด้วยตา ว่าวันนี้ชาวบ้านยังจับปลาได้มากเพียงใด ระบบรับซื้อเพียงพอหรือไม่ ราคาที่รับซื้อคุ้มค่าหรือเปล่า หรือมาตรการที่รัฐสนับสนุนสามารถลดปริมาณปลาได้จริงแค่ไหน

การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียง “การตรวจราชการ” แต่คือการทำให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจสภาพปัญหาจริง และสามารถปรับมาตรการให้สอดคล้องกับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทาง “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” ที่ต้องอาศัยความจริงจังของการลงมือทำ และความต่อเนื่องของทั้งงบประมาณ ระบบรับซื้อ การประสานงานกับโรงงานปลาป่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชน หากขาดการติดตามใกล้ชิด มาตรการต่างๆ ก็อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ก่อนกลับเข้าสู่วงจรเดิมที่เกษตรกรต้องรับภาระเพียงลำพัง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เสนอให้รัฐบาลยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกำหนดกลไกติดตามในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารจัดการปลาหมอคางดำ ไม่ใช่เพียงนโยบายที่ประกาศออกมา แต่เป็นการทำงานที่เห็นผลจริงกับชุมชนและเกษตรกรในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากปลาหมอคางดำยังอยู่ในแหล่งน้ำไทย สิ่งที่ควรทำที่สุด อาจไม่ใช่การปล่อยให้มันกลายเป็นภาระที่ทุกคนหวาดกลัว แต่คือการทำให้ปลาเหล่านี้ “ถูกจับออกจากธรรมชาติทุกวัน” ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันและบางที คำตอบของปลาหมอคางดำ อาจไม่ใช่การทำให้มันหายไปจากประเทศไทย แต่คือการทำให้มัน “มีคุณค่ามากพอ” จนถูกนำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง จนไม่กลายเป็นปัญหาต่อใครอีกต่อไป.