"ดร.นที ศุกลรัตน์" โพสต์แจงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎ Must Have หวังลดเอกชนแข่งกันเองเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ใช่บังคับรัฐจ่ายเงิน เสนอทางออกให้ประเทศไทยเดินเกมแบบเวียดนาม "กล้าที่จะไม่ดู" เหตุทีมชาติไทยไม่ได้เข้าร่วม-เวลาดึก-มีเรื่องจำเป็นต้องใช้งบมากกว่า เชื่อหากนิ่งพอ ฟีฟ่าจะยอมลดราคาเอง
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้วิกฤตที่คนไทยอาจไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีมีสาเหตุหลักมาจากราคาลิขสิทธิ์ที่สูงขึ้น การแทรกแซงทางการเมืองที่ทำให้ไทยสูญเสียอำนาจต่อรองกับฟีฟ่า และล่าสุด กสทช.ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have ซึ่งทำให้ไม่มีความชอบธรรมในการนำเงินภาษีไปอุดหนุนอีกต่อไป
โดยแท้จริงแล้วกฎ Must Have มีไว้เพื่อลดการแข่งขันของเอกชนและเพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ใช่การบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงินซื้อ
ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรดำเนินรอยตามบทเรียนจากเวียดนามที่กล้าปฏิเสธการซื้อลิขสิทธิ์ในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล โดยการยอม "อดทนไม่ดูสักรอบ" เนื่องจากเวลาถ่ายทอดสดค่อนข้างดึก ทีมชาติไทยไม่ได้เข้าร่วม และควรนำงบประมาณไปใช้ในสิ่งจำเป็นอื่น ซึ่งการนิ่งเฉยนี้จะช่วยดัดหลังและกดดันให้ฟีฟ่าเป็นฝ่ายยอมลดราคาลงมาเองในที่สุด ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"⚽️ วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก: ทำไมคนไทยอาจไม่ได้ดูฟรี และ "ทางออก"
หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมคนไทยถึงอาจจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีอีกต่อไป?
คำตอบมาจากความจริงที่ว่า ฟีฟ่ามุ่งสร้างรายได้เพิ่มตลอดเวลา ฟรีทีวีไม่มีเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ และราคาแพงเกินกว่าที่การเมืองจะผลักดันในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กสทช. ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have แล้ว
🛡️ เจตนารมณ์ที่ถูกบิดเบือนของกฎ "Must Have"
ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้ผลักดันกฎนี้สมัยอยู่ กสทช. เป้าหมายที่แท้จริงคือ "การลดการแข่งขันกันเองของเอกชน" เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเราให้ได้ราคาที่เหมาะสม
กีฬาระดับโลกอื่นไม่เคยมีปัญหา ปัญหามักกระจุกตัวอยู่ที่ฟุตบอลโลกเพียงรายการเดียว สาเหตุหลักคือ "การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง" ที่มักรีบการันตีล่วงหน้าเพื่อหาเสียง ท่าทีนี้ทำให้ฟีฟ่ารู้ทันทีว่าไทย "ต้องซื้อแน่ๆ" อำนาจต่อรองเราจึงเหลือศูนย์
กฎนี้ทำหน้าที่ป้องกันเอกชนแย่งกันซื้อได้ดีแล้ว หากเรากล้าตัดสินใจ "ไม่ซื้อ" ถ้าราคาแพงไป นั่นต่างหากคือจุดสำคัญที่จะเกิดการต่อรอง
⚠️ ความเข้าใจผิดตัวโตๆ: Must Have ไม่ได้แปลว่า "ต้องจ่าย"
แม้รายการจะอยู่ในลิสต์ Must Have ก็ไม่ได้แปลว่า กสทช.ต้องควักเงินจ่ายให้เสมอไป
หากประเมินแล้วว่าประโยชน์สาธารณะไม่คุ้มค่า กสทช.ก็มีสิทธิ์ "ไม่สนับสนุน"
❌ ความตลกร้ายคือ... ตอนนี้ฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากลิสต์ไปแล้ว นั่นแปลว่า กสทช.ไม่มีเหตุผลหรือความชอบธรรมใดๆ รองรับเลยที่จะเอาเงินภาษีส่วนรวมไปอุดหนุน!
🇻🇳 ถอดบทเรียนเวียดนาม: กล้าที่จะ "ไม่ดู"
เพื่อนบ้านเรามีหลักการที่น่าสนใจมากครับ รัฐบาลเขาไม่ก้าวก่าย และปล่อยให้สถานีโทรทัศน์ (VTV) เจรจารายเดียว
ปี 2018: เจรจายืดเยื้อจนฟีฟ่าต้องยอมลดราคา ปิดดีลได้ก่อนเตะแค่ 7 วัน
ปี 2022: ใช้แผนเดิม ปิดดีลได้ก่อนเริ่มงานแค่ 3 สัปดาห์
เวียดนามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมจะ "ไม่ดู" หากถูกเอาเปรียบ กติกาจะดีแค่ไหน ถ้าคนใช้ไม่เข้าใจวิธีใช้ ก็ไร้ประโยชน์
🛑 ถึงเวลาต้อง "อดทน" ดัดหลังฟีฟ่า
นโยบายสาธารณะที่ดีต้องไม่เปลี่ยนไปมาตามใจการเมือง การบีบให้เอกชนลงขันโดยมีรัฐหรือ กสทช. หนุนหลัง จะยิ่งทำให้เราเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว
ผมขอเสนอว่า ครั้งนี้เราควรยอม "อดทนสักรอบ" ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ:
⏰ เวลาถ่ายทอดสดตรงกับฝั่งอเมริกา ซึ่งดึกมากสำหรับคนไทย
🇹🇭 ทีมชาติไทยไม่ได้เข้าไปร่วมแข่งขัน
💰 ประเทศเรามีเรื่องจำเป็นอื่นที่ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า
หากเรานิ่งพอ แรงกดดันจะตีกลับไปที่ฟีฟ่าและสปอนเซอร์ระดับโลก (Adidas, Coca-Cola, Visa) ที่ไม่อยากเสียพื้นที่โฆษณาในไทยไป และท้ายที่สุด ฟีฟ่าจะต้องเป็นฝ่ายกลับมาทบทวนราคาให้เราเอง
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรครับ? เห็นด้วยหรือไม่ว่ากฎ Must Have ควรถูกใช้อย่างถูกวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาด ไม่ใช่เปลี่ยนไปมาตามการเมือง? มาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้ครับ"


