xs
xsm
sm
md
lg

ความจริงชนะเสมอ! "หมอเหรียญทอง" เปิดหน้าชนผู้บริหาร สปสช. แฉปมงบปิดปากสื่อ-ชักดาบค่าหัว รพ.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"หมอเหรียญทอง" โพสต์แฉ สปสช.ใช้งบแผ่นดินปิดปากสื่อ ปล่อยประชาชน กทม.เผชิญวิกฤตระบบส่งต่อผู้ป่วย พร้อมเผยเบื้องหลังโดนฟ้องหมิ่นประมาท ยันชนะตั้งแต่เริ่ม และเตรียมแผนเด็ดชวนจับตาในชั้นศาล ลั่น "ความจริงชนะเสมอ"

วันนี้ (25 พ.ค.) “พลตรี นายแพทย์ เหรียญทอง แน่นหนา“ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้ สปสช.ใช้งบประมาณแผ่นดินปิดปากสื่อเพื่อปิดบังปัญหาความเดือดร้อนอย่างสาหัสของประชาชนสิทธิบัตรทองใน กทม. และเริ่มเบี้ยวหนี้โรงพยาบาลรับส่งต่อตั้งแต่ปี 2564

พร้อมทั้งแฉพฤติกรรมมิชอบตามมาตรา 157 ของผู้มีอำนาจใน สปสช. โดยเฉพาะ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ที่จงใจบิดเบือนและตีความหนังสือขอลดประชากรเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ให้กลายเป็นหนังสือขอลาออกจนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาในปี 2565

ซึ่งส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องที่ศาลปกครองจน สปสช.ต้องยอมเจรจาไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ทพ.อรรถพร ได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทกลับเพื่อปิดปากตน แต่ “หมอเหรียญทอง” ยืนยันว่าไม่กลัวและจะคัดค้านหากมีการถอนฟ้อง เพื่อใช้กระบวนการชั้นศาลในการสืบพยานและรวบรวมหลักฐานฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ และปฏิบัติหน้าที่มิชอบต่อไป

โดยมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นเสี้ยนหนามปกป้องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่แท้จริงด้วยพลังแห่งความจริง ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"สปสช.ใช้งบประมาณแผ่นดินในการประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ใช้ในการปิดปากสื่อด้วย การทำข่าวของสื่อต่างๆ จะเป็นไปอย่างมากก็แค่ปาหี่ แค่พอ 'หอมปากหอมคอ' แล้วสังคมก็จะเงียบไปเอง ทุกวันนี้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง กทม.เดือดร้อนกับการบริการทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิ หรือคลินิก และการส่งต่อไปยัง รพ.ในระดับทุติยภูมิ-ตติยภูมิ อย่างสาหัส แต่ข่าวจากสื่อก็ปรากฏแค่พอ 'หอมปากหอมคอ' แล้วสังคมก็จะเงียบไปเอง ประชาชนสิทธิบัตรทองก็อยู่กับความทุกข์ยากลำบากต่อไป ...และต่อไปๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2564 สปสช.ไม่เคยชักดาบเบี้ยวหนี้ รพ.ต่างๆ กรณีส่งต่อผู้ป่วยนอก (OP REFER) ไปยัง รพ.รับส่งต่อนะครับ เพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ เม.ย. 2564 และปี 2567-2568 นี่แหละ

นับจาก เม.ย. 2564 ที่ผมฟ้องศาลปกครอง หลังจากนั้น สปสช.โดยผู้มีอำนาจก็เริ่มใช้อำนาจในทางมิชอบในทันทีที่ผมทำหนังสือ เรื่อง ขอลดประชากรเพื่อแก้ปัญหาความแออัด และการเพิ่มจำนวนเตียงเพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยบัตรทอง โดยสายงานกฎหมายในความรับผิดชอบของ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ตีความให้หนังสือ 'ขอลด-ขอเพิ่มเตียง' ให้ผู้ป่วยบัตรทอง กลายเป็นหนังสือ 'ขอเลิก-ขอลาออก' จงใจใช้การ 'ตีความ' นะครับ จากนั้นก็ใช้การตีความเพื่อทำหนังสือบอกเลิกสัญญา รพ.มงกุฎวัฒนะใน ก.ย. 65

จนในที่สุดผมและประชาชนมากกว่า 1 หมื่นคนฟ้องศาลปกครอง แล้ว สปสช.จนตรอก ยอมจำนน ต้องทำหนังสือถึงตุลาการศาลปกครองขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับผมเอง ...ความผิดมาตรา 157 ยังไม่หมดอายุความนะครับ

แต่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ก็ยังบิดเบือนให้สัมภาษณ์โกหกในสื่อต่างๆ เมื่อผมตอบโต้ให้สาธารณะทราบความจริงว่า ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โกหก และความจริงนั้นที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศก็นำสิ่งที่ผมโพสต์มาฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพื่อปิดปากผม ผมไม่ยั่นเลยสักนิด จะฟ้องผมกี่ครั้ง กี่คดี ผมก็ไม่กลัว เพราะผมพูดความจริง

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ยิ่งฟ้องผมมาก ก็จะต้องเบิกความมาก ผมก็จะถามเรื่องเดิมๆ ที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โกหก ให้ตอบศาล และขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานมากขึ้น โดยเฉพาะหนังสือราชการที่ชัดเจนมากที่สุดว่าเป็นการ 'ตีความ' หนังสือ 'ขอลด-เพิ่มเตียง' ให้ผู้ป่วยบัตรทอง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หนังสือ 'ขอเลิก-ขอลาออก' วิญญูชนเมื่ออ่านหนังสือฉบับดังกล่าวก็จะทราบว่าเป็นหนังสือที่มีเจตนารมณ์แก้ปัญหาความแออัดให้แก่ผู้ป่วยบัตรทองอย่างชัดเจน

การตีความให้กลายเป็นหนังสือ 'ขอเลิก-ขอลาออก' แล้วทำหนังสือบอกเลิกสัญญา รพ.มงกุฎวัฒนะใน ก.ย. 65 จึงเป็นความผิดมาตรา 157

คดีที่ฟ้องหมิ่นประมาทให้ผมตกเป็นจำเลย ผมชนะตั้งแต่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ฟ้องแล้ว ศาลประทับรับฟ้องเพราะเห็นว่ามีเค้าโครงองค์ประกอบให้รับฟ้อง ศาลก็รับ

หาก ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ยังตอบศาลไม่เป็นไปตามความจริง ก็เป็นการเพิ่มการกระทำความผิดเบิกความเท็จ และฟ้องเท็จอย่างจงใจเพิ่มเติมมากขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาไม่สุจริตใช้ศาลยุติธรรมกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษอาญา ...โทษที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ จะได้รับก็จะชัดเจนและพอกพูนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ผมไม่คาดหวังว่าสื่อจะเผยแพร่คดีพิพาทระหว่าง ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ กับผมหรอกครับ เพราะ สปสช.มีงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนจ้างสื่อ สื่อต้องเกรงใจ สปสช. ส่วนผมไม่มีงบประมาณใดๆ ...ผมมีแต่ความจริงเท่านั้น

ผมประกาศต่อสาธารณะหลายต่อหลายครั้งว่า "สปสช.ไม่ใช่กิจการส่วนตัวของผู้มีอำนาจ แต่เป็นของประชาชนคนไทย ดังนั้นผมจะไม่เลิก ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นเสี้ยนหนามแก่ผู้ประพฤติมิชอบในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะผม คือคนรักหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของแท้ ของจริง ไม่ใช่พวกแอบอ้างเป็นภาคประชาชนแล้วทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ผู้มีอำนาจใน สปสช.เพื่อจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาเจือจุนกลุ่มก๊วน"

มีมิตรรักแฟนคลับที่เป็นนักกฎหมายชั้นยอดของประเทศคาดว่า ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ จะถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทที่เขาเป็นโจทก์ ...แต่ผมจะคัดค้านขอศาลไม่ให้ถอนฟ้อง เพราะผมต้องการใช้สิทธิในการตกเป็นจำเลยในการสืบพยานบนชั้นพิจารณาที่ผมจะได้หลักฐานอีกมากมายเพื่อประกอบการฟ้องกลับทั้งเบิกความเท็จ + ฟ้องเท็จ และที่สำคัญคดีประพฤติมิชอบตามมาตรา 157 ที่จะไม่ใช่แค่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ คนเดียว อย่างน้อยต้องมี 2 คนขึ้นไป

ผมมีแต่ความจริงเท่านั้น ผมไม่เคยท้อ แม้จะเสียชีวิตตามปกติสุขที่ผมพึงมีไปบ้าง ยามใดที่ผมรู้สึกเบื่อ ผมก็คิดถึงพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว 'คนที่แน่จริง เขาเชื่อความจริง ...ความจริงชนะเสมอ'"