ทูตเขมรประจำยูเอ็น ฉวยโอกาสใส่ร้ายไทยกลางที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง อ้างโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งมรดกโลกกัมพูชา ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม จี้ UNSC ดำเนินการอย่างทันท่วงทีและเด็ดขาดตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากไม่ดำเนินการใดๆ อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กร
ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) นายแก้ว เชีย (Keo Chhea) เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและต้องสร้างความมั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองพลเรือน
"การโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่งวัฒนธรรมมรดกโลก ถือเป็นอาชญากรรมสงครามหรืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
"การกระทำดังกล่าวจะต้องถูกป้องกัน ถูกประณาม และจะต้องไม่ได้รับการอภัยอย่างเด็ดขาด" เขากล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่นายแก้วกล่าวต่อที่ประชุมนั้นพาดพิงถึงการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2568 แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศไทยโดยตรง
นายแก้ว เชีย ยังได้แสดงความยินดีกับประเทศจีนในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคง และชื่นชมความเป็นผู้นำในการจัดให้มีการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตอย่างยิ่งสำหรับการคุ้มครองพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง
เขากล่าวว่า กัมพูชาซึ่งเคยผ่านประสบการณ์สงครามกลางเมืองมานานหลายทศวรรษ ย่อมเข้าใจดีถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับพลเรือน โดยเฉพาะสตรีและเด็ก
นายแก้วย้ำว่า การคุ้มครองพลเรือนทั้งในความขัดแย้งทางอาวุธภายในประเทศและระหว่างประเทศ จะต้องได้รับการประกันผ่านการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ มติของคณะมนตรีความมั่นคง และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ทั้งผู้มีบทบาทที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ ปฏิบัติตามหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการแยกแยะ (distinction) หลักความสมควรแก่เหตุ (proportionality) หลักความระมัดระวัง (precaution) และหลักมนุษยธรรม (humanity)
"ทั้งผู้มีบทบาทที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ มีหน้าที่ต้องดำเนินกิจกรรมทางการทหารในลักษณะที่คุ้มครองพลเรือน รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยที่สุด
"สิ่งเหล่านี้เป็นข้อผูกพันที่มีผลบังคับใช้ภายใต้สนธิสัญญาและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ" เขากล่าว
นายแก้ว เชีย กล่าวอีกว่า การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่ออ้างถึงกัมพูชา เขากล่าวว่า "การกระทำอันเป็นการรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุก่อน" ในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ได้ส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรงและทำให้เกิดการอพยพของประชากรจำนวนมาก
นายแก้วอ้างต่อที่ประชุมว่า มีพลเรือนมากกว่า 649,000 คนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยในปัจจุบันยังมีผู้พลัดถิ่นหลงเหลืออยู่ประมาณ 32,160 คน บ้านเรือนและทรัพย์สินจำนวนมากถูกทำลาย และปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
"การคุ้มครองพลเรือนเป็นข้อผูกพันที่มีผลบังคับใช้กับทุกฝ่ายในความขัดแย้ง
"ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะมนตรีความมั่นคง ต้องดำเนินการอย่างทันท่วงทีและเด็ดขาดเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” เขากล่าว
นายแก้ว เชีย ยังเตือนว่า การไม่ดำเนินการใดๆ อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือต่อความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ.
อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบจากรายงานของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติเรื่อง “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” ที่สรุปสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เนื้อหาของรายใหญ่ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่ซูดาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พม่า ยูเครน และปาเลสไตน์เห็นหลัก ไม่มีการกล่าวถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด.


