กรณีเด็กวัย 2 ขวบ 2 เดือน เสียชีวิตปริศนาหลังถึงสถานรับเลี้ยงเด็กเพียง 18 นาที ล่าสุด “หมอม็อด” กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ออกมาไขข้อสงสัยทางการแพทย์ ชี้ “หัวใจล้มเหลว” ไม่ใช่สาเหตุแท้จริง พร้อมเปิด 3 ความเป็นไปได้ ย้ำต้องรอผลชันสูตร ยันชัด “ร้องไห้จนเสียชีวิต” ไม่มีจริงในทางการแพทย์
วันนี้ (22 พ.ค.) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลังมีรายงานข่าวเด็กวัย 2 ขวบ 2 เดือน เสียชีวิตอย่างปริศนา หลังเดินทางไปถึงสถานรับเลี้ยงเด็กเพียงประมาณ 18 นาที ด้านครอบครัวยังคาใจในสาเหตุ ขณะที่โรงเรียนยืนยันดูแลใกล้ชิดและช่วยเหลือทันทีที่หมดสติ
ล่าสุด นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต เจ้าของเพจ "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ได้ออกมาเตือนสติสังคมผ่านมุมมองทางการแพทย์ ชี้หัวใจล้มเหลวไม่มีแผลภายนอก" ยังไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง
จากข้อมูลเบื้องต้นที่ระบุว่า แพทย์ลงความเห็นหัวใจล้มเหลว และไม่มีบาดแผลภายนอก นั้น นพ.ฒัชชณพงศ์ อธิบายว่า คำว่า "หัวใจล้มเหลว" เป็นเพียงผลสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้จริง และการไม่มีบาดแผลภายนอกก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิดปกติ เนื่องจากในเด็ก ภาวะที่เป็นสาเหตุมักซ่อนอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งต้องรอผลชันสูตรอย่างละเอียดเท่านั้น จึงจะฟันธงได้ว่าเกิดจากความผิดพลาดของใคร เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทางโรงเรียนด้วย
โดยเปิด 3 ข้อสันนิษฐานทางการแพทย์ ภาวะขาดอากาศหายใจเฉียบพลัน ในฐานะกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คุณหมอระบุว่า เมื่อเกิดเหตุเด็กเสียชีวิตเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ สิ่งแรกๆ ที่ทางการแพทย์จำเป็นต้องนึกถึงคือ "ภาวะขาดอากาศหายใจ" ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย
1 การสำลักสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษอาหาร ของเล่น หรือวัตถุชิ้นเล็กๆ หลุดเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ
2 ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ จากกระแสข่าวที่ระบุว่าน้องเป็นเด็กตัวใหญ่และมีอาการนอนกรน อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปหากร่างกายเริ่มขาดออกซิเจนจากการนอนกรน เด็กมักจะสะดุ้งตื่นหรือหายใจเฮือกขึ้นมาเอง ไม่น่าถึงขั้นหยุดหายใจยาวจนหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
3 การทารุณกรรมเด็ก สิ่งนี้คือหนึ่งในภาวะที่แพทย์จำเป็นต้องนึกถึงเสมอในกรณีเด็กเสียชีวิตเฉียบพลัน เพราะการทารุณกรรมหลายครั้งไม่มีบาดแผลภายนอก เช่น การถูกกดหน้า กดจมูก หรือการถูกเขย่ารุนแรงจนเลือดออกในสมอง ทำให้ชักและหยุดหายใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ร้องไห้หนักหรือเลี้ยงยาก โดยย้ำว่าเป็นการวิเคราะห์ตามหลักการแพทย์ ไม่ใช่การกล่าวหาโรงเรียน
สำหรับประเด็นที่ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัยกันมากว่า เด็กอาจจะร้องไห้อย่างหนักจนเสียชีวิตนั้น นพ.ฒัชชณพงศ์ ยืนยันว่าในทางการแพทย์ไม่มีภาวะนี้จริง โดยปกติเด็กที่ร้องไห้หนักสุดท้ายจะเหนื่อยและหยุดไปเอง ส่วนกรณี "ร้องไห้กลั้นเขียว" (Breath-holding spell) ที่อาจทำให้เด็กปากเขียวหรือหมดสติไปชั่วครู่ ร่างกายก็จะมีกลไกกระตุ้นให้กลับมาหายใจเองได้ตามปกติ ไม่ได้ทำให้หัวใจหยุดเต้นถาวร


