xs
xsm
sm
md
lg

ฟ้องมาฟ้องกลับ! "หมอเหรียญทอง" ท้าชนนายจ้างเทผู้ป่วยโรคหัวใจ แฉหลักฐานมัดตัวซัดฟ้องเท็จ 1 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พล.ต.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์แฉขบวนการนายจ้างไทยลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมายแต่โยนภาระรักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลแบกรับ ล่าสุดเจอดีโดน "นายจ้าง" ฟ้องเรียก 1 ล้านบาทอ้างเป็นแค่คนนำส่ง เจ้าตัวงัดหลักฐานใบเซ็นชื่อและผลสอบกรมแรงงานยันฟ้องเท็จ พร้อมตั้งคำถามจี้ใจดำโกหกทำไม ลั่นพร้อมสู้คดีด้วยตัวเองเพื่อเป็นอุทาหรณ์พวกชอบใช้กฎหมายรังแกคนอื่น

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.ต.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ออกมาโพสต์ข้อความประเด็นโรงพยาบาลทั่วประเทศรวมถึงโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะประสบปัญหาภาระหนี้สูญอย่างรุนแรงจากการแบกรับค่ารักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่นายจ้างไทยลักลอบใช้และไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมเพื่อเลี่ยงการจ่ายเงินสมทบ

ในคดีล่าสุด พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้ถูกบุคคลที่ลงชื่อแสดงตนเป็น "นายจ้าง" ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาทฐานหมิ่นประมาท หลังจากโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาและโพสต์ประณามกรณีที่นายจ้างรายดังกล่าวปฏิเสธความรับผิดชอบค่ารักษาผู้ป่วยต่างด้าวโรคหัวใจแล้วบังคับย้ายตัวออกไป

ทว่า ทางโรงพยาบาลมีหลักฐานเอกสารการเซ็นชื่อระบุความเป็นนายจ้างชัดเจน รวมถึงผลการสอบปากคำจากกรมแรงงานที่ยืนยันพฤติการณ์ดังกล่าว ผู้อำนวยการฯ จึงมั่นใจว่าการฟ้องร้องครั้งนี้เป็นการฟ้องเท็จที่ไม่สุจริต ซึ่งเจ้าตัวพร้อมจะเดินทางไปสู้คดีด้วยตนเองในการไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2569 และเตรียมที่จะฟ้องกลับทันทีเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ที่ก่อเหตุหลอกลวงแต่กลับใช้ช่องทางกฎหมายมาฟ้องร้องกลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งนี้ “หมอเหรียญทอง” ได้ระบุข้อความว่า

"ปัญหาผู้ป่วยต่างด้าวที่เป็นหนี้สูญของ รพ.ต่างๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1. ผู้ป่วยต่างด้าวที่อยู่ตามชายแดน

กลุ่มที่ 2. ผู้ป่วยต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ตามชายแดน 

กลุ่มนี้จะเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล เมื่อเจ็บป่วยแล้วนายจ้างไทยจะนำมาทิ้งให้เป็นภาระของ รพ.

ปัญหากลุ่มที่ 2 นี้สร้างภาระให้แก่ รพ.ในชุมชนเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

รพ.มงกุฎวัฒนะประสบปัญหากลุ่มที่ 2 หลายครั้ง ไม่มีหน่วยงานราชการใดรับผิดชอบ นายจ้างที่ลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมายแค่ถูกปรับ 10,000 บาท ส่วน รพ.เสียหายหลายแสนบาท

นี่คือปัญหาจากการที่นายจ้างไทยใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายโดยไม่ขึ้นสิทธิประกันสังคม เพราะไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมทำให้แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิรักษาตามกฎหมายประกันสังคม ทำให้ในแต่ละปี รพ.ทั่วประเทศประสบปัญหาหนี้สูญจากการรักษาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างถล่มทลาย

เมื่อเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา รพ.มงกุฎวัฒนะประสบปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่ขึ้นสิทธิประกันสังคมป่วยด้วยโรคหัวใจ นายจ้างนำมาส่ง รพ.มงกุฎวัฒนะแล้วบอกว่าไม่ขอรับผิดชอบค่ารักษา เนื่องจากเพิ่งได้รับแรงงานต่างด้าวมาจากเอเยนซี (หมายถึงคนจัดหาแรงงานต่างด้าวมาให้) เพียง 5 เดือน

การปฏิเสธไม่ขอรับผิดชอบค่ารักษามันเป็นความเลวระยำของนายจ้าง รพ.มงกุฎวัฒนะ หรือ รพ.ไหนๆ ก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่จะต้องกลายเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยกระนั้นหรือ???...มันไม่ถูกต้องกับ รพ.ครับ

รพ.มงกุฎวัฒนะไม่ได้มีเงินงบประมาณจากที่ไหนมาช่วยค่ารักษาแรงงานต่างด้าวไร้สิทธิรักษาพยาบาล ผมจึงโพสต์ประกาศให้สาธารณะทราบทั่วกันว่า รพ.มงกุฎวัฒนะจำเป็นต้องไร้มนุษยธรรม ไม่รักษาแรงงานต่างด้าวไร้สิทธิรักษาพยาบาลรายนี้ และขอประณามนายจ้างไทยเลวๆ เยี่ยงนี้

อย่างไรก็ตาม รพ.มงกุฎวัฒนะยังคงปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วบังคับให้นายจ้างย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.ด่วนที่สุดก่อนที่ผู้ป่วยจะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

1 เดือนต่อมา ผมได้รับหมายศาลอาญาว่านายจ้างดังกล่าวฟ้องหมิ่นประมาทโดยบรรยายฟ้องต่อศาลว่าตนเป็นเพียงคนนำส่งผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ใช่นายจ้างที่แท้จริง การที่ผมโพสต์ให้ร้ายว่าตนเป็นนายจ้างเลวจึงเป็นการหมิ่นประมาท ขอให้ศาลลงโทษผม พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท

เมื่อผมได้รับหมายศาล ผมทำคำแถลงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมพยานหลักฐานต่อศาลทันที มีสาระดังนี้

1. โจทก์บรรยายฟ้องว่าตนเองเป็นแค่คนนำส่งผู้ป่วย ไม่ใช่นายจ้าง แต่โจทก์แสดงตนต่อพยาบาลและพนักงาน รพ.มงกุฎวัฒนะในวันเกิดเหตุว่าตนเป็นนายจ้าง โดยโจทก์เซ็นชื่อตนเอง พร้อมระบุความสัมพันธ์กับผู้ป่วยว่าเป็น 'นายจ้าง'

นี่คือการฟ้องเท็จชัดเจน เพราะโจทก์แสดงตนเป็นนายจ้างให้พนักงาน รพ.มงกุฎวัฒนะหลงเชื่อ ส่งผลให้มีการรายงานให้ผมหลงเชื่อว่าโจทก์เป็นนายจ้างไปด้วย ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์เซ็นเอง แต่โจทก์กลับมาฟ้องเท็จให้ผมตกเป็นจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท

2. วันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ กรมแรงงานส่งเจ้าหน้าที่แรงงานมาสอบปากคำพนักงาน รพ.มงกุฎวัฒนะ เนื้อหาสาระระบุชัดเจนว่าโจทก์แสดงตนเป็นนายจ้างชัดเจน พนักงาน รพ.มงกุฎวัฒนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลงเชื่อตามการแสดงตนของโจทก์ว่าเป็นนายจ้างทั้งสิ้น

หากโจทก์ไม่ใช่นายจ้าง โจทก์ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแสดงตนหลอกลวงให้ทุกคนหลงเชื่อว่าโจทก์เป็นนายจ้าง การโพสต์ตำหนินายจ้างเลวจึงเป็นไปตามที่โจทก์แสดงตน แต่แล้วโจทก์กลับหาเหตุฟ้องศาลว่าตนไม่ใช่นายจ้าง...นี่คือการฟ้องเท็จ

3. เจ้าหน้าที่แรงงาน กรมแรงงาน ได้ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวไม่ขึ้นสิทธิประกันสังคมโดยบันทึกการสอบปากคำ พบว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่นายจ้างมีการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เพราะนายจ้างไม่ใช่บุคคลที่ขออนุญาตนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรอย่างถูกต้อง

คดีนี้จะมีการไต่สวนมูลฟ้องบนศาลอาญา รัชฎา ในวันที่ 8 มิ.ย. 69 ไม่ว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเท็จสำเร็จไปแล้ว
การไต่สวนมูลฟ้องในเช้าวันที่ 8 มิ.ย. 69 ผมยังคงไปขึ้นศาลโดยไม่แต่งตั้งทนาย ผมไปของผมกับลูกชายและลูกน้องคนสนิทเท่านั้น ไม่ใช้ทนาย ผมบริสุทธิ์ และมีความจริงอยู่กับผม ผมไม่เคยเกรงความเลวระยำใดๆ ทั้งนี้ผมได้ทำคำขอให้ศาลไต่สวน
คำถามง่ายๆ ที่ผมขอศาล คือ

1. หากโจทก์ไม่ใช่นายจ้าง แล้วโจทก์แสดงตน ระบุความสัมพันธ์เป็นนายจ้างให้ รพ.มงกุฎวัฒนะหลงเชื่อทำไม? โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องโกหกแสดงตนเป็นนายจ้างแต่อย่างใด ...การโกหกหลอกลวงของโจทก์เป็นปฐมเหตุแห่งคดี โจทก์เป็นผู้ก่อเหตุ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

2. คำถามอื่นๆ (ขอเว้น)
ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่ว่า นอกจากโจทก์จะฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดอาญาแล้ว ผมคาดการณ์ได้เลยว่าโจทก์และพยานโจทก์จะมีการเบิกความเท็จต่อศาลอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีอีกด้วย

คดีนี้เข้าทำนองเดียวกับคดีที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช.เป็นโจทก์ฟ้องผม ทั้ง 2 คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต โจทก์ทั้ง 2 คดีเป็นผู้ก่อปฐมเหตุก่อน

ทพ.อรรถพรไปสัมภาษณ์โกหกในรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ ให้ผมเสียหาย เมื่อผมตอบโต้ชี้แจงความจริงว่า ทพ.อรรถพรโกหก ส่วนความจริงเป็นอย่างไร ทพ.อรรถพรก็นำมาฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาท

โจทก์รายนี้แสดงตนหลอกลวง รพ.มงกุฎวัฒนะว่าตนเป็นนายจ้าง เมื่อตนเองปฏิเสธการรับผิดชอบค่ารักษาจำนวนมาก ผมก็โพสต์ให้สาธารณะทราบความจำเป็นที่ รพ.มงกุฎวัฒนะไม่สามารถรักษาต่อได้ ทำได้แค่ปฐมพยาบาล จนสาธารณะก่นด่าโจทก์ โจทก์ก็นำความมาฟ้องเท็จต่อศาลว่าตนเองไม่ใช่นายจ้างเป็นแค่คนนำส่งผู้ป่วย ทั้งๆ ที่มีหลักฐานลายเซ็นของโจทก์ระบุความสัมพันธ์ว่าเป็นนายจ้างของแรงงานต่างด้าวเอง

ทั้ง 2 คดีนี้ หากเป็นสงคราม ก็คือ 'สงครามเดียนเบียนฟู' ที่โจทก์ทั้งสองหาเรื่องเอง ก่อเหตุเอง แล้วเดินหน้าเข้าสู่ 'เดียนบียนฟู' พื้นที่สังหารเอง แพ้ตั้งแต่เริ่มฟ้องแล้ว

หากศาลประทับรับฟ้องเพราะคดีมีมูล ผมตกเป็นจำเลย เกิดความเสียหายกับผมมากมายทันที เมื่อผมฟ้องกลับ โจทก์จึงไม่สมควรได้รับความเมตตาจากศาลจากการที่โจทก์ฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ หากศาลไม่รับฟ้อง โจทก์ก็ได้ฟ้องเท็จ หรือเบิกความเท็จสำเร็จไปแล้ว ผมก็จะฟ้องสวนกลับทันที
คดีทั้งสองจึงเป็นอุทาหรณ์ว่าจะฟ้องใครต้องดูตนเองเสียก่อนว่าเราเป็นผู้ก่อปฐมเหตุหรือไม่ หากเราเป็นผู้ก่อปฐมเหตุ เราไม่สมควรทะเล่อทะล่าไปฟ้องเขา...เพราะอาจจะกลายเป็นฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ให้เขาต้องรับโทษอาญานั้น ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จให้ผู้อื่นรับโทษนั้นมีโทษหนักนะครับ
ใช่ไหมจ๊ะ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ...ฟ้องเพิ่มคดีอีกสิจ๊ะ! 'เดียนเบียนฟู' รอท่านคุณมึงอยู่

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ
20 พ.ค. 69 เวลา 09.26 น."