xs
xsm
sm
md
lg

AI ใช้น้ำมากจริงหรือ? NGO ชวนมองอีกด้านของการใช้น้ำที่อาจถูกมองข้าม ในระบบอาหารโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก คำถามใหม่เกี่ยวกับ “ต้นทุนด้านทรัพยากร” ของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “น้ำ” ที่จำเป็นต่อการทำงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

ทุกครั้งที่ผู้คนใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา สร้างภาพ หรือเขียนข้อความ ระบบเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องใช้ระบบระบายความร้อนจำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพในการประมวลผล

รายงานและงานวิจัยหลายฉบับระบุว่า ความต้องการใช้น้ำที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า AI ทั่วโลกอาจใช้น้ำประมาณ 4.2–6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2027 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

AI ใช้น้ำอย่างไร?

ระบบ AI เช่น ChatGPT ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน ทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลประมาณ 11,000 แห่งที่ให้บริการผู้ใช้งานหลายล้านคน โดยมีการใช้น้ำหลัก ๆ เพื่อการระบายความร้อนและการผลิตไฟฟ้า

ข้อมูลจาก Bryant Research ยังระบุว่า การใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ประมาณ 68,000 ลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก ไปจนถึงกว่า 2.1 ล้านลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด (เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อวันของคนประมาณ 4,200 คน) แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Microsoft ต่างก็ออกมารายงานว่า ปริมาณการใช้น้ำจืดในศูนย์ข้อมูลของพวกเขาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% และ 34% ตามลำดับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการเติบโตของ AI

แอ็บบี้ คูเจอร์ (Abby Couture) จาก Bryant Research กล่าวว่า "ปริมาณน้ำที่เทคโนโลยี AI ใช้ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มนมและเนื้อวัว หากเป้าหมายของเราคือการหยุดยั้งวิกฤตน้ำโลก เราต้องหันมาจัดการกับต้นตอที่สร้างผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ซึ่งก็คือ ‘ภาคปศุสัตว์’ ที่ครองสัดส่วนการใช้น้ำจืดของโลกไปมากกว่าหลายเท่าตัว"

ความจริงที่มองไม่เห็น การใช้น้ำของ AI vs น้ำที่ซ่อนอยู่ (Virtual Water) ในห่วงโซ่อาหาร

เมื่อสังคมเริ่มหันมาสนใจผลกระทบด้านทรัพยากรของเทคโนโลยีใหม่ หลายองค์กรด้านความยั่งยืนมองว่า บทสนทนาเรื่อง “การใช้น้ำ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรถูกขยายไปสู่ระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง นั่นคือ “ระบบอาหาร”

แม้ AI จะเป็นประเด็นใหม่ที่ถูกจับตามอง แต่ในภาพรวมระดับโลก ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำจืดมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั้งหมดของโลก และภายในภาคเกษตรกรรมเอง อุตสาหกรรมปศุสัตว์มีสัดส่วนการใช้น้ำประมาณ 30–40% ของการใช้น้ำในภาคเกษตรทั้งหมด แต่กว่า 90% ของน้ำในระบบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง

นั่นหมายความว่า เบื้องหลังอาหารจากสัตว์จำนวนมาก ไม่ได้มีเพียงน้ำที่ใช้ในฟาร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “น้ำที่มองไม่เห็น” จำนวนมหาศาล ที่ถูกใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูกอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่งก่อนอาหารจะมาถึงผู้บริโภค

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “เนื้อวัว” ซึ่งเป็นอาหารที่มี water footprint สูง โดยการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม อาจต้องใช้น้ำประมาณ 15,400 ลิตร ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมจำนวนมากทั่วโลกยังคงสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง การผลิตไข่ไก่ก็มี water footprint ที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกของไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 3,300 ลิตรต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งหรือความเสี่ยงด้านน้ำอยู่แล้ว

องค์กร NGO ระดับนานาชาติหลายองค์กร รวมถึง Sinergia Animal มองว่า ประเด็นเรื่องน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ควรถูกพูดถึงในมิติที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ระบบอาหาร และรูปแบบการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง

ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของ AI ช่วยเปิดบทสนทนาเรื่องต้นทุนทรัพยากรของเทคโทคโนโลยีให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภาพใหญ่ ระบบการผลิตอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์คือฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ดิน และพลังงานในวงกว้าง และควรถูกยกเป็นประเด็นหลักในการพูดคุยเรื่องความยั่งยืน”

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งภัยแล้ง ความผันผวนของสภาพอากาศ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

หลายองค์กรจึงมองว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่รับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการพึ่งพาระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรสูง หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว การตั้งคำถามถึงการใช้น้ำอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง “อาหารในจานของเรา”

เพราะทุกมื้ออาหารไม่ได้สะท้อนเพียงสิ่งที่เราเลือกบริโภค แต่ยังเชื่อมโยงกับน้ำ ที่ดิน พลังงาน และชีวิตสัตว์ในระบบอาหาร การตระหนักถึงที่มาของอาหารจึงอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบอาหารที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต