xs
xsm
sm
md
lg

ทัวร์ลง! “ทนายนิด้า” แจงข้อกฎหมาย ปมล่วงละเมิดทางช่องปากไม่ใช่การข่มขืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โซเชียลเดือด! “ทนายนิด้า” แจงนิยามคดีล่วงละเมิดทางปากไม่ใช่ “ข่มขืน” ตามกฎหมาย จุดกระแสถกสนั่น ชาวเน็ตแห่วิจารณ์หนัก ปม “ความยินยอม” โดยเฉพาะหากเหยื่อเป็นเด็ก ด้านอีกฝ่ายมองเป็นการให้ความรู้ข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริง

วันนี้ (19 พ.ค.) กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที หลังจากที่ “ทนายนิด้า” ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่ออธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับนิยามของการกระทำชำเราและการข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งสร้างความตื่นตัวและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก โดยโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า “การใช้อวัยวะเพศกระทำกับช่องปาก เรียกว่าการกระทำชำเรา ไม่เรียกว่าการข่มขืน ส่วนการกระทำชำเราจะเป็นการข่มขืนหรือไม่ ต้องไปพิจารณาเรื่องความยินยอมอีกโสตหนึ่ง”

พร้อมกันนี้ ทนายนิด้ายังได้แชร์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่งที่ตั้งคำถามในทำนองว่า การบังคับล่วงละเมิดทางปากเรียกว่าข่มขืนจริงไหม และถ้าเหยื่อขัดขืนด้วยการกัดจะกลายเป็นข้อหาทำร้ายร่างกายหรือไม่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ (FYI) ของ สอดอ Style (Sordorstyle) หรือ "เส้นด้าย" พิมพ์ลดา แววไธสง ยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของไทยที่ตั้งคำถามแบบเดียวกัน

ด้านชาวเน็ตเสียงแตก แห่คอมเมนต์ตั้งคำถามถึง “ความยินยอม” หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยแตกออกเป็นหลายมุมมอง ทั้งในแง่ของหลักกฎหมายตามความเป็นจริง และในแง่ของศีลธรรมรวมถึงสภาพจิตใจของเหยื่อ

ชาวเน็ตบางส่วนเข้ามาช่วยอธิบายเสริมว่า ทนายเพียงแค่นำเสนอตามตัวบทกฎหมายที่มีการแบ่งแยกฐานความผิดชัดเจน เช่น คอมเมนต์หนึ่งระบุว่า “เห็นด้วยตามข้อกฎหมายค่ะ ทุกอย่างมันมีหลายชั้น เมื่อมองเด็กอายุ 10 ขวบ นอกจากการชำเรา consent (ความยินยอม) ไม่มีแน่นอน ขอบคุณทนายที่ให้ความรู้ค่ะ”

ในขณะเดียวกัน มีชาวเน็ตจำนวนมากที่รู้สึกสะเทือนใจกับคำว่า "ต้องพิจารณาเรื่องความยินยอม" โดยเฉพาะหากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับเด็กหรือเป็นการบังคับ เช่น คอมเมนต์ที่ว่า “10 ขวบ ยอม??” หรือ “เขาออกมาร้องความเป็นความ แปลว่าเขาไม่ได้ยินยอม ไม่ได้ยินยอมแปลว่าข่มขืน กระทำชำเราเราก็คือการข่มขืนเช่นกัน”

โดยพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเข้ามาแสดงความเห็นที่สะท้อนถึงความทุกข์ทรมานของเหยื่อและการต่อสู้ในชั้นศาลว่า “ก็อย่างว่าเนอะ มันก็ต้องมีทนายฝ่ายโจทก์และทนายฝ่ายจำเลย ต้องเอาข้อกฎหมายมาหักล้างกัน แต่ปลายทางมันก็คือความบอบช้ำของจิตใจของเหยื่อ จนกว่าลูกมัน ญาติพี่น้องฝ่ายหญิงของมันกับของทนายจะโดนบ้าง นั่นล่ะ ทนายก็อยากให้เป็นคดีข่มขืนขึ้นมาทันทีเพราะต้องการให้โทษมันหนักถึงจะสะใจ ที่มาทำกับคนในครอบครัว”

เรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งบทสนทนาระหว่าง "หลักการทางกฎหมาย" ที่ต้องตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด กับ "ความรู้สึกของสังคม" ที่มุ่งเน้นไปที่ความยุติธรรมและการปกป้องผู้เสียหาย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางทนายนิด้าจะมีการออกมาขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้อีกหรือไม่