xs
xsm
sm
md
lg

ทุกอย่างต้องอยู่บนกำแพง! “ฮุน มาเนต” สั่งสลักภาพความเจ็บปวดจากสงครามชายแดน ย้ำหวังหาทางออกโดยสันติกับไทย แม้มีโอกาสแค่ 1%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ฮุน มาเนต” สั่งสลักภาพบันทึกเหตุการณ์สงครามชายแดน เน้น 3 ฉากสำคัญ ความเจ็บเจ็บปวดสูญเสียที่ถูกไทยรุกราน วีรกรรมของทหารหาญ และความสามัคคีของชาวเขมรสนับสนุนแนวหน้า ย้ำยังหวังหาทางออกอย่างสันติกับไทย แม้มีโอกาสเพียง 1% แต่ยังดีกว่าต้องรบกัน
 
วันที่ 15 พ.ค. ในการปราศรัยระหว่างเป็นประธานในพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 19 ปี วันทหารผ่านศึกและผู้เกษียณอายุแห่งกัมพูชา ที่เกาะเพชร กรุงพนมเปญ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของทุกฝ่าย (Win-Win Monument) ควรเก็บรักษาช่วงเวลาสำคัญของความขัดแย้งไว้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา

ทั้งนี้ อนุสาวีรย์ Win-Win ดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูความสำเร็จของนโยบายชนะทุกฝ่าย (Win-Win Policy) ของนายฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการยุติสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ซึ่งสำเร็จลงในช่วงทศวรรษ 1990

นายฮุนมาเนต ได้สั่งการให้ พล.อ.เตีย เซยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.นิม โสวัต เจ้ากรมนโยบายและการการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ไปดำเนินการให้มีการสลักภาพเกี่ยวกับสงครามปกป้องอธิปไตยของชาติในปี 2568 ไว้ที่อนุสาวรีย์ดังกล่าว
 
ภาพสลักจะต้องถ่ายทอด 3 ฉากสำคัญได้แก่ 1.ฉากแห่งความเจ็บปวดจากสงครามรุกราน ทั้งผู้ลี้ภัย การเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ 2.ฉากวีรกรรมของกองกำลังป้องกันผืนแผ่นดิน และ 3.ฉากการเคลื่อนไหวของครอบครัวชาวกัมพูชาครั้งใหญ่ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนกองกำลังปกป้องแผ่นดิน


ในโอกาสนี้ นายฮุน มาเนต เน้นย้ำถึงความสำคัญของฉากทั้งสามนี้ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้มีการอนุรักษ์งานศิลปะและภาพอย่างระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจว่าจะถูกแกะสลักอย่างถาวรที่อนุสาวรีย์ เพื่อเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์สำหรับคนรุ่นหลัง

นอกจากนี้ ระหว่างการปราศรับ นายฮุนมาเนต ยังได้กล่าวเตือนประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายว่า อย่าให้จิตสำนึกแห่งความร่วมมือในการปกป้องแผ่นดินเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง หรือเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ต้องรักษาความเป็นเอกภาพ และปลูกฝังจิตวิญญาณรักชาติสืบต่อไปยังคนรุ่นหลัง เพื่อรับประกันความมั่นคงและสันติภาพให้ยั่งยืนต่อคนรุ่นต่อไป


ขณะเดียวกัน นายฮุน มาเนตยังขอความร่วมมือจากผู้ที่นำสิ่งของและเสบียงไปช่วยเหลือกองทัพ ว่าไม่ควรถ่ายภาพหรือไลฟ์สดจากพื้นที่ทางทหารหรือแนวสนามเพลาะ เพราะอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามทราบตำแหน่งและโจมตีได้ง่าย เหมือนเหตุปะทะครั้งแรกที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ห้ามประชาชนเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า

เขากล่าวว่า ตอนนี้อย่าไปแนวหน้า อย่าไปถ่ายตำแหน่งทางทหาร แต่ไม่ได้ห้ามพี่น้องไปเยี่ยมทหาร “ผมเห็นว่าหลายคนเข้าใจเรื่องนี้ดี ต่างจากการปะทะครั้งแรก ตอนนั้นบางคนถ่ายหรือไลฟ์สดจากสนามเพลาะแนวหน้า ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้รูปแบบสนามเพลาะของเรา และเมื่อสู้รบกันจริง จุดนั้นก็ถูกยิงโจมตีทันที”

ส่วนกรณีความขัดแย้งชายแดนที่กัมพูชาระบุว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชานั้น นายฮุนมาเนตยืนยันอีกครั้งว่า กัมพูชาจะใช้ทุกโอกาสในการเจรจาอย่างสันติ แม้จะเหลือความหวังเพียง 1% ก็ตาม เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน และหลีกเลี่ยงการนองเลือด รวมถึงการสูญเสียชีวิตของทหารและประชาชน

“ผมขอย้ำอีกครั้ง แม้จะยังมีความหวัง และประตูยังไม่ปิดสนิท แม้เปิดอยู่เพียง 1% สำหรับการเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เราก็ต้องใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่ ดีกว่าการทำสงครามกัน” นายฮุน มาเนต กล่าว