อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นำทีมผู้บริหารแถลงโต้ผลสำรวจภาคเอกชนที่ระบุกรมฯ เป็นหน่วยงานเรียกรับสินบนสูงสุด ยืนยันไม่มีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตเอกชน พร้อมตั้งข้อสังเกตกระบวนการเก็บข้อมูลและตัวเลขสินบนเฉลี่ยกว่า 1 แสนบาท ระบุหากพบเจ้าหน้าที่ทุจริตจริงพร้อมดำเนินการเด็ดขาด แต่หากไม่เป็นจริงขอความเป็นธรรมเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีองค์กร
วันนี้(15 พ.ค.) นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย นายธนัญชัย วรรณสุข และนายธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption และกลุ่มเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ และมีการจัดอันดับหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนสูงสุด ซึ่งกรมควบคุมมลพิษถูกพาดพิงว่าเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีการเสนอเงินต่อครั้งเฉลี่ย 102,160 บาท
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ภายหลังรับทราบผลสำรวจดังกล่าว ได้เรียกประชุมผู้บริหารเป็นการเร่งด่วน เพื่อสอบถามความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ และมีมติ 2 เรื่อง ได้แก่ การจัดทำจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอรายละเอียดผลสำรวจ และการแถลงข่าวชี้แจงต่อสาธารณชน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษทั่วประเทศ
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า กรมฯ เป็นหน่วยงานด้านวิชาการ มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแล และประเมินผลด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีอำนาจในการอนุมัติหรืออนุญาตให้เอกชนดำเนินกิจการใดๆ ซึ่งอาจเป็นช่องทางเอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์โดยตรง
พร้อมกันนี้ ได้เปิดภาพการทำงานของกรมฯ ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อยืนยันบทบาทการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาแหล่งน้ำ ปัญหาขยะ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ เช่น อ.หาดใหญ่ และแม่น้ำสาละวิน โดยระบุว่า “กรมควบคุมมลพิษอยู่ข้างพี่น้องประชาชน แต่การอยู่ข้างประชาชนอาจไม่ได้อยู่ข้างคนบางคน”
นายสุรินทร์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการจัดทำผลสำรวจ โดยระบุว่า ต้องการทราบวิธีการเก็บข้อมูล การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง และลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถามว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงกับกรมฯ หรือเป็นบุคคลที่สาม รวมถึงมีการระบุหน่วยงานถูกต้องหรือไม่ เพราะหลายกรณีอาจเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ไม่ใช่กรมควบคุมมลพิษ
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงตัวเลขสินบนเฉลี่ย 102,160 บาท ว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เนื่องจากอัตราโทษปรับตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีเพดานสูงสุดประมาณ 60,000 บาท จึงมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะจ่ายเงินสูงกว่าค่าปรับจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินคดี
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สิ่งที่ชี้แจงทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ทำให้กรมฯ ต้องทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลและหลักฐานประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่า หากพบหลักฐานการทุจริตจริง จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่หากไม่เป็นจริง ก็ขอความเป็นธรรมเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีขององค์กรที่ทำงานมายาวนานกว่า 34 ปี และคืนขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่
“กรมฯ ไม่มีอำนาจในการอนุญาต มีหน้าที่เพียงตรวจแหล่งกำเนิดตามหลักวิชาการเท่านั้น ท่านรัฐมนตรีฯ ยังแซวว่าเป็นยักษ์ไม่มีกระบอง และหากภายใน 7 วันยังไม่ได้รับคำตอบจาก กกร. และหน่วยงานที่ร่วมแถลงข่าว ก็จะทำหนังสือติดตามผล รวมถึงขอเข้าพบผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ผมไม่กลัวใคร พร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส และจะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด” นายสุรินทร์ กล่าว
พร้อมยอมรับว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่ากรมฯ บริสุทธิ์ 100% แต่ยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการที่อาจสื่อสารต่อสาธารณะไม่เก่งนัก
ทั้งนี้ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยพบกรณีทุจริตคอร์รัปชันภายในกรมฯ แต่หากพบจะดำเนินการทางวินัย ทั้งปลดหรือไล่ออก รวมถึงเรียกชดใช้ทางแพ่งโดยไม่ละเว้น ขณะเดียวกัน หากผลตรวจสอบพบว่าไม่มีการทุจริต ก็ขอให้สังคมให้ความเป็นธรรมแก่กรมฯ ด้วย
ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายสุรินทร์ ได้นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ ร่วมแสดงสัญลักษณ์ใช้มือขวาทับมือซ้ายไขว้กันบริเวณหน้าอก เพื่อประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และยืนยันการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


