รายงานพิเศษ
“เรามั่นใจว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานดี ส่วนใหญ่เขาสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่ต้องรายงานข้อมูลมลพิษ ... เรามั่นใจว่า ข้าราชการก็เห็นด้วยที่จะให้มี ไม่ว่าจะเป็นกรมโรงงานฯ หรือ กรมควบคุมมลพิษ เพราะการกฎหมายที่ชัดเจนเช่นนี้ ช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเกิดเพลิงไหม้โรงงาน เขาก็บอกได้เลยว่า มีสารเคมีอะไรบ้าง ต้องจัดการอย่างไร”
“แต่การที่คณะรัฐมนตรี ไม่เสนอให้สภาฯพิจารณากฎหมาย PRTR ต่อ ก็ต้องไปดูว่า ปัญหามันเกิดจากนโยบายรัฐบาลหรือไม่”
ดาวัลย์ จันทรหัสดี ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโรงงานรีไซเคิล มูลนิธิบูรณะนิเวศ แสดงความเห็นต่อการที่ร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้รับการเสนอจากคณะรัฐมนตรีให้กลับเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่ค้างอยู่จากการยุบสภา และพ้นกำหนด 60 วัน นับจากเปิดประชุมสภาฯครั้งแรกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ทำให้ร่างกฎหมาย PRTR หลุดออกไปจากระบบทันที โดยตั้งข้อสังเกตว่า เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้โดยตรง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้ให้ความสนใจกับร่างกฎหมายนี้เลย แม้ว่าในภาคส่วนอื่น ๆ จะแสดงท่าทีสนับสนุนอย่างเต็มที่มาตลอดก็ตาม
“ถ้าเราตามข่าวกันมาตลอด ทุกคนต่างก็รู้ว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหามากจากกลุ่มโรงงานรีไซเคิล ที่นำกากของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมมาลักลอบทิ้ง ลักลอบฝังกลบจนปนเปื้อนไปสิ่งแวดล้อมและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ ซึ่งถ้าเรามีกฎหมาย PRTR มันก็จะบังคับให้โรงงานเหล่านี้ ต้องรายงานทั้งการปริมาณครอบครอง การปลดปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารที่มีมลพิษ เราจะรู้ใครมีสารตัวไหนอยู่บ้าง ปริมาณเท่าไหร่ ปล่อยเท่าไหร่ ขนส่งไปที่ไหน โดยต้องส่งไปที่กรมควบคุมมลพิษ และทำเป็นข้อมูลเปิดที่ภาคประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ .... จึงถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่รัฐบาลปล่อยให้ร่างกฎหมาย PRTR หลุดออกจากระบบไปทั้งที่มีโอกาสทำให้เกิดขึ้นจริงอยู่แค่เอื้อม”
“เท่าที่พูดคุยมา โรงงานที่มีมาตรฐานดีต่างก็สนับสนุนให้มีกฎหมาย PRTR เพราะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมแบบไหน กลุ่มไหน ที่จะเป็นผู้เสียประโยชน์จากการมีกฎหมาย PRTR เช่น อุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ต้องการตัดราคาค่ากำจัดของเสีย หรือผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนค่ากำจัดของเสียด้วยการส่งไปกำจัดในโรงงานที่ไม่มีความรับปผิดชอบแต่คิดราคาถูกกว่าค่ากำจัดจริง”
ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากและกลุ่มองค์กรภาคประชาสังขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยต้องมีกฎหมายบังคับการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ หรือ PRTR ตามมาตรฐานสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ข้อมูลมลพิษถูกเปลี่ยนจากข้อมูลที่เห็นกันเฉพาะระหว่างโรงงานกับหน่วยงานรัฐบางหน่วยไปเป็นข้อมูลเปิดสาธารณะ ยังเป็นกฎหมายที่จะช่วยลดการคอร์รัปชันในวงการจัดการของเสียอันตรายได้มากอีกด้วย
ด้วยเหตุผลความจำเป็นนี้ ดาวัลย์ จึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมจงไม่มีท่าทีที่จะผลักดันให้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับสู่วาระการพิจารณาในสภาฯ โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของอำนาจตามกฎหมาย คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“การพิจารณาผ่ายกฎหมาย PRTR มันผ่านไปเกินครึ่งทางแล้ว เหลืออีกไม่กี่ขั้นตอนก่อนจะยุบสภาไป ท่าทีของพรรคแกนนำรัฐบาลนี้ก็สนับสนุนร่าง PRTR ในรัฐบาลชุดก่อน ช่วงก่อนเลือกตั้งก็ยังสนับสนุนอยู่เลย ... แต่พอเป็นรัฐบาลใหม่ น่าแปลกใจว่าทำไมกระทรวงทรัพยากรฯ ถึงนิ่งเฉยมาก”
“ขอมองว่า คนที่มาเป็นรัฐมนตรีของกระทรวง ก็มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะนำเสนอร่างกฎหมายใดให้กลับมาพิจารณาด้วยหรือไม่ ดังนั้นเนี่ย รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ (สุชาติ ชมกลิ่น) ปัจจุบัน ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย ทั้งที่กรมควบคุมมลพิษ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องเป็นเจ้าภาพในการรับรายงานและจัดทำการเปิดเผยข้อมูลมลพิษจามกฎหมายนี้ด้วยซ้ำ”
“ส่วนอีกคนที่ต้องพูดถึง คือ กระทรวงอุตสาหกรรม (วราวุธ ศิลปอาชา) แม้จะไม่ใช่หน่วยงานหลักที่ต้องผลักดันกฎหมายนี้ แต่ดูเหมือนจะมีนโยบายเน้นไปที่การส่งเสริมการลงทุนด้านเดียว แต่ยังไม่มีความเข้าใจว่าการมีกฎหมาย PRTR จะช่วยให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพขึ้นมาก และจะทำให้นักลงทุนที่มีมาตรฐานโรงงานที่ดีต้องการมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก เพราะโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานจะถูกกฎหมาย PRTR จัดการให้ต้องมีมาตรฐานมากขึ้น”
ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโรงงานรีไซเคิล ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า ถ้ากฎหมาย PRTR ไม่ใช่กฎหมายสำคัญที่ประเทศไทยควรจะต้องมีจริง ๆ เหตุใดสภาชุดก่อนนี้จึงรับร่างกฎหมายเข้าพิจารณาโดยผ่านวาระที่ 1 ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปได้
ดังนั้นการที่รัฐบาลชุดใหม่ไม่ผลักดันต่อก็ต้องตอบคำถามภาคประชาชนด้วยว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับกลุ่มทุนที่เสียประโยชน์จากการมีกฎหมาย PRTR มากกว่าสุขภาพของประชาชนหรือไม่?


