xs
xsm
sm
md
lg

‘ระวี’ เตือนอินฟลูฯ ดูดข่าวทำเงินเสี่ยงคุก ชี้วิกฤตเศรษฐกิจคอนเทนต์กำลังฆ่าคนทำสื่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกโรงเตือนอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์สายเล่าข่าว พฤติกรรม "ดูดคอนเทนต์" ทั้งนำคลิปไปรีแอ็กชัน ดัดแปลง หรือใช้ AI เขียนข่าวใหม่เพื่อเรียกยอดวิวโดยไม่ลงทุนลงพื้นที่ เสี่ยงคุกและปรับสูงสุด 8 แสนบาท! ชี้วิกฤต "เศรษฐกิจคอนเทนต์" กำลังฆ่าคนทำสื่อ เผยความจริงสุดช้ำ... อินฟลูฯ ที่ก๊อปปี้ข่าวทำเงินได้มากกว่าสำนักข่าวต้นฉบับถึง 3 เท่า หวั่นอนาคตวงการสื่อล่มสลาย จนไม่มีใครอยากลงทุนค้นหาความจริงอีกต่อไป!

วันนี้ (12 พ.ค.) นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกโรงเตือนอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์สายเล่าข่าว ชี้พฤติกรรม "ดูดคอนเทนต์" นำผลงานข่าวไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรีแอ็กชันเพื่อหารายได้ ถือเป็นการเอาเปรียบคนทำงานสื่อและเสี่ยงผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ หวั่นโครงสร้าง "เศรษฐกิจคอนเทนต์" (Attention Economy) ทำลายระบบนิเวศสื่อ จนอาจไม่มีใครอยากลงทุนหาความจริงอีกต่อไป

นายระวีระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Rawee Tawantharong" สะท้อนปัญหาการปะทะกันระหว่างกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และองค์กรสื่อสารมวลชน โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากนำฟุตเทจข่าวไปทำคอนเทนต์ในลักษณะ "รีแอ็กชัน" เสมือนเป็นผู้สัมภาษณ์เอง หรือนำไปสรุป ตัดคลิป รวมถึงใช้ AI เขียนใหม่ เพื่อดึงยอดวิวและสร้างรายได้ โดยที่คนเหล่านี้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเสี่ยงถูกฟ้องร้องเหมือนที่สำนักข่าวต้องเผชิญ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ "คนผลิตความจริง" กำลังพ่ายแพ้ให้กับ "คนผลิตความสนใจ"

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2025 ที่ระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมคนเสพข่าวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการ "อ่านข่าว" เป็นการ "ดูคนพูดข่าว" โดยเฉพาะในประเทศไทยพบว่าผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียถึง 43% สนใจติดตามข่าวสารผ่านครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ ขณะที่มีเพียง 26% เท่านั้นที่ติดตามจากองค์กรข่าวหรือนักข่าวโดยตรง

นายระวีชี้ว่า จุดที่อันตรายที่สุดคือ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มไม่ได้จ่ายเงินให้กับ "ต้นทุนการทำข่าว" แต่จ่ายให้กับยอดการมีส่วนร่วม อารมณ์ ความเร็ว และบุคลิกภาพ ทำให้คนที่ชนะในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องหาความจริงเก่งที่สุด แต่แค่ต้อง "เล่าเก่งที่สุด" แม้จะนำผลงานคนอื่นมาจัดแพกเกจใหม่ก็ตาม

แม้หลายคนจะอ้างว่า "ข้อเท็จจริง" ไม่ติดลิขสิทธิ์ แต่นายระวีเน้นย้ำว่ารูปแบบการนำเสนอ คลิปข่าว ภาพถ่าย การเรียบเรียง และหลักการวารสารศาสตร์ ล้วนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การนำไปใช้หารายได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือใช้คลิป/ภาพข่าวเพื่อหารายได้) มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 4 ปี ปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการบิดเบือนข้อมูลจนเกิดความเสียหาย อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ร่วมด้วย

พร้อมกันนี้ ยังได้ยกกรณีศึกษาในต่างประเทศ ที่สำนักข่าว Associated Press (AP) เคยฟ้องร้องบริษัท Meltwater ที่นำข่าวไปสรุปให้ลูกค้าอ่าน ซึ่งศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้สร้างงานใหม่ แต่เป็นการดูดรายได้จากเจ้าของข่าวโดยตรง เนื่องจากพบว่ามีคนคลิกกลับไปอ่านข่าวต้นทางเพียง 0.08% เท่านั้น

ในตอนท้าย นายระวีได้ทิ้งท้ายถึงความจริงอันโหดร้ายในวงการสื่อปัจจุบันว่า อินฟลูเอนเซอร์หลายคนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดูดคอนเทนต์ข่าวไปทำเงิน กลับมีรายได้มากกว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ถึง 3 เท่า โดยได้รับเม็ดเงินสนับสนุนทั้งจากแพลตฟอร์ม หน่วยงานราชการ เอกชน และเอเยนซี มากกว่าที่สื่อมวลชนตัวจริงได้รับเสียอีก

"สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คือวันที่ไม่มีใครอยากลงทุนหาความจริงอีกต่อไป เพราะในระบบนี้ คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด อาจไม่ใช่คนทำข่าว แต่อาจเป็นคนที่เอาข่าวคนอื่นไปเล่าต่อได้เก่งที่สุด" นายระวีกล่าวทิ้งท้าย