ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาโพสต์เรียกร้องความชัดเจนและตั้งคำถามถึง "มาตรฐานการรักษา" ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดตราด หลังพาลูกเข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ ซึ่งแพทย์ประเมินเบื้องต้นว่าไม่อันตราย แต่กลับไม่มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดหรือเจาะเลือดตรวจเพิ่มเติม จนกระทั่งเชื้อลามลงปอดและเข้าสู่กระแสเลือด ซ้ำร้ายเพิ่งมาแจ้งในนาทีวิกฤตว่าทางโรงพยาบาล "ไม่มีแพทย์เฉพาะทางเด็ก" ทำให้การส่งตัวล่าช้าจนสูญเสียลูกน้อยไปในที่สุด ล่าสุดครอบครัวจี้ทางโรงพยาบาลเร่งออกมาชี้แจง พร้อมฝากให้สังคมร่วมตรวจสอบถึงระบบสาธารณสุขที่ผู้ป่วยควรได้รับ
เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความระบายความในใจและตั้งคำถามของคนเป็นแม่ต่อมาตรฐานการรักษาของโรงพยาบาลในจังหวัดตราด หลังจากพาลูกไปแอดมิตด้วยอาการไข้ซึ่งแพทย์ประเมินเบื้องต้นว่าไม่อันตราย (ติดเชื้อ HPIVs/Croup) แต่กลับไม่มีการอธิบายแผนการรักษา ไม่มีการตรวจเชิงลึกเพิ่มเติมเมื่ออาการเด็กแย่ลง และล่าช้าในการประเมินจนเชื้อลามลงปอดและเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนจะตัดสินใจส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่สองที่มีแพทย์เฉพาะทางเด็กเมื่ออาการวิกฤตแล้วแต่ก็สายเกินไปจนลูกเสียชีวิต
คุณแม่จึงต้องการคำอธิบายจากโรงพยาบาลแรกว่าเหตุใดจึงประเมินอาการต่ำเกินไป ไม่แจ้งข้อจำกัดเรื่องการไม่มีแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่รับเคส และอยากให้สังคมร่วมพิจารณาว่ากระบวนการรักษาที่เกิดขึ้นนี้ได้มาตรฐานและครอบคลุมเพียงพอแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"วันนี้ขอเขียนอะไรยาวยาวหน่อยนะ มันเป็นความในใจของแม่คนหนึ่งที่รู้สึกว่าเราพยายามดูแลลูกให้ดีที่สุดในแบบของเราแต่ก็ยังไม่ดีพอ
1. ลูกไม่สบาย 1 วันนอนดูอาการที่บ้าน 4 พ.ค. 69
2. ลูกไข้ไม่ลดพาไปรักษาตัวที่ รพ. แห่งหนึ่งใน จ.ตราด คุณหมอวินิจฉัยว่าได้รับเชื้อ HPIVs แต่หมอบอกไม่อันตราย ให้แอดมิต หันไปถามพยาบาลว่ามีประกันไหม เราตอบว่ามี หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเตรียมตัวเข้านอนโรงพยาบาล โดยที่ไม่ได้อธิบายวิธีการรักษาหรือแผนการรักษาอะไรเลย ตรวจเลือดและเอกซเรย์ปอดบอกผลออกมาปกติ
3. ลูกก็ยังไข้ไม่ลด หมอก็ให้กินยา ไข้สูง 37.5-38-39 พ่นยา เราก็คิดว่าอยู่กับหมอไม่น่าจะเป็นอะไร แต่อาการลูกไม่ดีขึ้น สีหน้าก็ไม่ดี หมอบอกเป็น croup แต่ละครั้งที่หมอเดินมาเยี่ยมอาการก็จะมาเป็นเวลาไม่นาน 2 ถึง 3 นาทีหรืออาจจะไม่ถึงนาทีเลยก็ได้
4. ลูกมีอาการแย่กว่าเดิมมาก หายใจติดขัด เสียงครืดคราด พยาบาลพาไปล้างจมูก เช็ดตัว จนวันที่ 7 พ.ค. 69 ตอนหกโมง ลูกมีอาการตาค้าง 1 วินาที พยาบาลจึงพาไปห้องไอซียู คุณหมอมาดูแล้วบอกติดเชื้ออะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้ตรวจเลือดนะ แต่ผลเอกซเรย์พบเชื้อกระจายทั่วปอดแล้ว (เราจะถามแบบคนโง่ๆ เลยนะคะ ถ้าเราให้ยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าเชื้อนี่จะสามารถฆ่าได้ทุกเชื้อใช่ไหมคะโดยที่ไม่จำเป็นว่าเชื้อนั้นมันคือเชื้ออะไร เพราะคำถามของเราคือหมอให้ยาฆ่าเชื้อแต่ไม่ได้ตรวจเลือดไง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าลูกเราติดเชื้ออะไร)
ให้ยาฆ่าเชื้อจนถึง 5 ทุ่มลูกไม่ดีขึ้น พยาบาลเคาะปอด ดูดเสลด จนลูกไม่ไหว หมอจึงบอกว่าต้องย้าย รพ. เพราะที่นี่ไม่มีหมอเฉพาะทางเด็ก จากนั้นหมอจึงใส่ท่อช่วยหายใจ แล้วส่งตัวต่ออีก รพ.หนึ่งในตราดเหมือนกัน แต่ระยะเวลาในการส่งตัวประมาณ 2 ชั่วโมงซึ่งมันนานมากมันเป็นนาทีชีวิตของเราแล้วหมอไม่ให้ทางเลือกเราเลยเหมือนกับว่ารู้วาลูกเราไม่ไหวแล้วก็ยังจะส่งลูกเราไปบอกว่าทางนี้ไม่มีหมอเฉพาะทาง แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกก่อนรับเคสว่าถ้ามันมีเหตุฉุกเฉินเราจะรับมือไหวมั้ย หมอแจ้งว่าอีก รพ.มีหมอเฉพาะทางของเด็ก หลังจากย้าย รพ.หมอบอกลูกอาการแย่มาก แต่หมอก็จะช่วยจนสุดความสามารถ หมอแจ้งว่าลูกเราติดเชื้ออะไรสักอย่าง ก่อนที่ลูกเราจะเสียหมอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ทราบหรอกว่ามันเป็นเชื้ออะไรแต่หมอจะให้ยาที่ครอบคลุมทุกเชื้อไว้ก่อนแต่ลูกเราก็เสียชีวิตหลังจากนั้น เราเข้าใจนะว่าเชื้อมันคงเต็มปอดไปแล้วแล้วก็ลามไปที่หัวใจแล้ว ลูกเสียชีวิตหลังจากนั้นแค่ 2 ชม. (หมอเด็กแจ้งว่าลูกติดเชื้อในกระแสเลือด ลามไปเยื่อหุ้มหัวใจ ส่วนตัวเชื้อตอนนีักำลังส่งไปเพาะอยู่ว่าเป็นเชื้ออะไร เราก็อยากรู้ว่าเชื้ออะไรที่มันมาพรากลูกไปจากเรา
จริงๆ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดกับใครเลยนะ ลูกป่วย 1 วันเราดูอาการไม่ดีขึ้น เราพาแอดมิตเลย คำถามของเราคือโรงพยาบาลแรกประเมินอาการลูกเราต่ำไปไหมที่บอกว่าไม่อันตรายแต่สุดท้ายเชื้อมันลงปอด ในขณะที่หมอบอกแอดมิตแค่สองวันก็จะดีขึ้น แล้วพอวันที่สามไม่ดีขึ้นทำไมไม่เปลี่ยนวิธีการรักษาหรือตรวจอะไรเพิ่มเติมอย่างเช่นตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติมจนมาลูกเราเข้าไอซียูอาการแย่มากแล้วถึงได้เอกซเรย์แล้วเจอว่ามีฝ้าขาวกระจายอยู่เต็มปอดไปหมดเลย
สรุปคือเราพาลูกไปนอนรอให้เชื้อลงปอดอย่างนั้นเหรอ ทำไมหมอไม่บอกว่ามันสามารถลงปอดได้หรือประเมินอาการแบบครอบคลุมไปก่อนว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาทางเราไม่มีหมอเฉพาะทางเด็กที่จะรักษานะ แล้ววิธีการรักษามันครอบคลุมกับโรคที่ลูกเราเป็นไหม หรือถ้าเด็กได้รับเชื้อไวรัสนี้ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องมีอาการโคม่าแบบนี้ทุกคนมั้ย
เราไม่นิ่งนอนใจแล้วคุณหมอก็บอกไม่อันตราย แต่สุดท้ายทำไมลูกเราถึงติดเชื้อในกระแสเลือดและเชื้อลงปอดได้ อยากฟังคำอธิบายจาก รพ.แรก
ถ้านี่คือมาตรฐานในการรักษาแล้วอยากให้ทุกคนช่วยกันพิจารณาว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากได้ในการเข้ารับการรักษาใน รพ.เวลาที่เราป่วยหรือไม่?
เราไม่ได้บอกนะว่าคนเราตายไม่ได้ ไม่ได้บอกว่าหมอจะต้องรักษาคนหายทุกคน แต่ระหว่างการรักษาทำดีแค่ไหน ครอบคลุมแค่ไหน หรือปิดจุดอ่อนแค่ไหนนั่นเอง"


