xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภมาส” สั่งฟัน! “ช่างหนึ่ง” แสบตุ๋นสร้างบ้าน เหยื่อพรึ่บ 60 ราย เสียหายยับ 45 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สคบ.รุกหนัก! เรียกตัวเจ้าของเพจดัง “หวานเจี๊ยบรับสร้างบ้าน” หรือ “ช่างหนึ่ง” ผู้รับจ้างก่อสร้างบ้าน เคลียร์ปมทิ้งงาน 12 พ.ค. นี้ พร้อมเตรียมขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาประวัติเสีย ป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน

วันนี้ (10 พ.ค.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายเกรียงไกร ระไวกลาง หรือ “ช่างหนึ่ง” ผู้รับจ้างก่อสร้างบ้าน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “หวานเจี๊ยบรับสร้างบ้าน” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ช่างหนึ่งสร้างบ้าน” ที่ตกเป็นข่าวใหญ่ในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังพบผู้เสียหายมากกว่า 60 ราย ในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 45 ล้านบาท

นางสาวศุภมาสกล่าวว่า ทันทีที่ปรากฏข่าวได้สั่งการให้ นายธรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยด่วน และมอบหมายให้ นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 3 เข้าร่วมในรายการ และเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงทันที โดยพฤติการณ์ของผู้รับเหมารายนี้ คือ นำภาพแบบบ้านสวยของคนอื่น มาแอบอ้างในเพจ เสนอราคาก่อสร้างตารางเมตรละ 9,000 ถึง 10,000 บาท พร้อมโปรโมชันแถมแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่น หลอกให้ผู้บริโภคโอนเงินมัดจำก้อนใหญ่ตั้งแต่ 500,000 บาท จนถึงจ่ายสดเต็มจำนวนหลักล้าน เมื่อได้เงินแล้วทำเพียงเทคาน ขึ้นเสาโครงเหล็ก หรือทำแค่หลังคา แล้วทิ้งงาน

นางสาวศุภมาสกล่าวต่อว่า กรณีที่สะเทือนใจที่สุดคือข้าราชการวัย 59 ปี รายหนึ่งที่นำเงินเก็บทั้งชีวิต 2 ล้านบาทมาสร้างบ้านเตรียมเกษียณ แต่ถูกหลอกจนเครียดหนักและเสียชีวิต สะท้อนว่าการทิ้งงานของผู้รับเหมาไม่ใช่เพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่เป็นการทำลายความหวังทั้งชีวิตของประชาชน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ สคบ.ตรวจสอบพบว่าธุรกิจรับจ้างก่อสร้างบ้านของนายเกรียงไกรต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้บริการต่อเติมอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2566 แต่กลับใช้สัญญาเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น ระบุว่า “ระยะเวลาก่อสร้าง 5 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันตั้งเสาเอก” ทำให้ผู้บริโภคเอาผิดเรื่องความล่าช้าได้ยาก รวมถึงไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินตามประกาศที่ สคบ.กำหนด

นางสาวศุภมาสกล่าวอีกว่า สคบ.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเชิญตัวนายเกรียงไกร ระไวกลาง เข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้นำข้อมูลผู้เสียหายทั้งหมดมาแสดง พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงการเยียวยาผู้เสียหาย และหากพบการละเมิดกฎหมายจะดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป

“ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ.ทำงานเชิงรุกทันที ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องไปฟ้องร้องเองในคดีแพ่ง เพราะพฤติการณ์ของผู้รับเหมารายนี้ทำให้ประชาชนได้รับความไม่เป็นธรรมในส่วนของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นนโยบายเร่งด่วน เงินที่ประชาชนเก็บออมมาทั้งชีวิตเพื่อสร้างบ้านหลังเดียว จะไม่ปล่อยให้ใครมาหลอกเอาไปอย่างเด็ดขาด ดิฉันยังได้สั่งการให้ สคบ.ประสานการทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบกรณีดังกล่าว หากมีการกระทำความผิดกฎหมายให้เร่งดำเนินการ พร้อมเดินหน้าจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่มีพฤติการณ์ทิ้งงานซ้ำซาก ให้ประชาชนตรวจสอบประวัติได้ก่อนตัดสินใจจ้างเหมาก่อสร้าง และขอให้ สคบ.ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคโดยการออกกฎหมายกำกับดูแลในรูปแบบของสัญญาหรือหลักฐานการรับเงินแก่ธุรกิจดังกล่าว” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาสฝากเตือนประชาชนว่า ก่อนทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านขอให้ตรวจสอบให้ละเอียดว่าสัญญามีรายการครบถ้วนตามประกาศ สคบ.หรือไม่ งวดเงินสัมพันธ์กับงวดงานหรือไม่ และไม่ควรจ่ายเงินมัดจำเป็นก้อนใหญ่ล่วงหน้าเกินสัดส่วนของงาน ทั้งนี้ ผู้เสียหายจากกรณีนายเกรียงไกร ระไวกลาง รวมถึงผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการจ้างเหมาก่อสร้าง ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

หากได้รับความเสียหาย แจ้งได้ที่
สายด่วน สคบ.: 1166
แอปพลิเคชัน: OCPB Connect
เว็บไซต์: ocpb.go.th
ศูนย์ดำรงธรรม: ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด