“ประชาคมแพทย์” ออกโรงสะท้อนวิกฤตสาธารณสุขไทย หลังพบศัลยแพทย์รักษาชีวิตลดฮวบ ชี้ต้นตอเกิดจาก "ความวิปริตของระบบ" ที่ปล่อยให้แพทย์ทั่วไป หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดความงามที่รายได้สูงกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่า จนไม่มีใครยอมเรียนต่อเฉพาะทางศัลยกรรมเพื่อมาผ่าตัดช่วยชีวิตคน
วันนี้ ( 9 พ.ค.) เพจ “ประชาคมแพทย์” ออกมาโพสต์ข้อความ สะท้อนความกังวลต่อวิกฤตขาดแคลนศัลยแพทย์ในไทย โดยชี้ว่าระบบปัจจุบันเปิดช่องให้แพทย์ทั่วไปสามารถทำหัตถการความงามได้ง่ายและสร้างรายได้สูงกว่า ทำให้แพทย์รุ่นใหม่จำนวนมากไม่เลือกเรียนต่อเฉพาะทางศัลยกรรมที่ต้องใช้เวลาฝึกหนัก งานเสี่ยง และรายได้ไม่คุ้ม ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขาดศัลยแพทย์จนกระทบการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น กรณีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีต้องงดรับส่งต่อผู้ป่วยศัลยกรรม
ผู้เขียนมองว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างจากกฎหมายและการกำกับของแพทยสภาที่ล่าช้า พร้อมเสนอให้กำหนดมาตรฐานเข้มงวดสำหรับผู้ทำศัลยกรรมความงาม เช่น ต้องจบบอร์ดเฉพาะทางหรือผ่านการอบรมที่ตรวจสอบได้ เพื่อดึงกำลังคนกลับสู่ระบบศัลยกรรมรักษาชีวิตและป้องกันวิกฤตสาธารณสุขในอนาคต ทั้งนี้ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
“ในขณะที่สังคมไทยเต็มไปด้วย
“จมูกโด่งใหม่”
จากฝีมือ GP ทั่วประเทศ
ประเทศนี้กลับกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่
“คนไส้ติ่งแตก”
อาจหาหมอศัลยกรรมผ่าตัดไม่ได้
นี่คือความวิปริตของระบบ
ที่แพทยสภานิ่งเฉยมานานเกินไป
มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม
ถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพที่
“จบแพทย์ทั่วไป ก็แทบทำทุกอย่างได้”
โดยไม่มีการแยก competency และ privilege อย่างจริงจัง
ผลคืออะไร?
ระบบเศรษฐศาสตร์ของวิชาชีพ
กำลังดูด “กำลังคนศัลยกรรมช่วยชีวิต”
ออกจากระบบสาธารณสุขไทย
ไม่มีใครไปTrain บอร์ดศัลยกรรม
เด็กจบแพทย์ใหม่มองเห็นเต็มตาว่า
ถ้าเขามีทักษะ ชอบด้านใช้มีด
ใช้เครื่องมือผ่าตัด หัตถการ
จะไปอยู่เวรผ่าตัดลำไส้แตกตีสามทำไม?
จะไปเสี่ยงเปิดท้อง trauma ทำไม?
จะไปอดนอน 5 ปีใน residency ทำไม?
ในเมื่อเข้าคอร์สระยะสั้น 3 เดือน
หรือแบบครูพักลักจำ 3 เคส
ทำหัตถการเสริมความงาม
เปิดคลินิก หรือรับจ้างที่คลินิก
ก็มีรายได้ เป็นหลายแสนเป็นล้าน
ชีวิตดีกว่า
เสี่ยงน้อยกว่า
แล้วระบบจะเหลือใครไปผ่าตัดช่วยชีวิตประชาชน?
วันนี้ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” โผล่ขึ้นมาแล้ว
กรณีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ที่ต้องงดรับส่งต่อผู้ป่วยศัลยกรรมทั่วไป
เพราะขาดแคลนศัลยแพทย์
นี่ไม่ใช่ข่าวเล็ก
นี่คือ “สัญญาณเตือนระดับประเทศ”
เพราะเมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังเริ่มรับไม่ไหว
ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับจังหวัดอื่น?
คนไข้ไส้ติ่งแตก
รีเฟอร์ไปไหนก็ไม่ได้
คนไข้ลำไส้ทะลุ
รอคิวผ่าตัด
คนไข้เลือดออกในช่องท้อง
ถูกส่งต่อวนเป็นทอด ๆ
สุดท้าย “เวลาที่หายไป”
จะถูกเปลี่ยนเป็น
การติดเชื้อในกระแสเลือด
ภาวะช็อก
และศพ
ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ
แต่มันคือผลจาก “ความนิ่งเฉยเชิงโครงสร้าง”
>>>>>>ประชาคมแพทย์จึงมีข้อเสนอที่ตรงไปตรงมา และยอมรับว่าอาจสร้างแรงสะเทือนที่สุดต่อวงการเสริมความงามไทย<<<<<<<<<<
>>>>>>> แต่ เป็น การ สร้าง หมอศัลยกรรมให้มีจำนวนมากเพียงพอต่อประเทศ ที่ต้องเริ่มทำ ณ วันนี้ แม้ไม่เห็นผลทันที ก่อนจะเกิดวิกฤต ขาดหมอศัลย์ <<<<<<<<<<
แพทยสภา ต้องออกประกาศข้อบังคับทันที
ผู้ที่ทำหัตถการหรือผ่าตัดด้านความงาม
"ต้อง"
- จบบอร์ดศัลยกรรมที่เกี่ยวข้อง
หรือ
- ผ่านการอบรมด้านศัลยกรรมระยะปานกลางอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
ภายใต้ระบบที่ตรวจสอบได้จริง
ใช่
ถ้าออกประกาศวันนี้
คลินิกเสริมความงามทั่วประเทศอาจสะเทือน
แต่คำถามคือ
เราจะเลือกอะไร?
“จมูกโด่งเพิ่มอีก”
หรือ
“มีศัลยแพทย์พอผ่าตัดช่วยชีวิตคนไทย”
เพราะประเทศที่มี คนจมูกโด่งเต็มเมือง
แต่คนไส้ติ่งแตกหาหมอผ่าตัดไม่ได้เลย
ไม่ใช่ประเทศที่ระบบสาธารณสุขกำลังเจริญ
แต่มันคือประเทศที่
“โครงสร้างวิชาชีพกำลังพัง”
จากความนิ่งเฉยของผู้บริหารแพทยสภา
ที่อยากเสนอแก้กฎหมายทั้งที
ก็ไม่แก้ให้ถูกที่
เกาไม่ถูกที่คัน
ปล่อยให้เกิดระบบของ
แพทยพาณิชย์ ไปทุกระดับ
หลายฝ่ายสะท้อนไปก็ยังนิ่งเฉย
แอดมิน ประชาคมแพทย์
9 พค.2569“


