‘ปราชญ์ สามสี’ วิเคราะห์ปมสวัสดิการลูกนักการเมือง แม้ตัวเลขเบิกจ่ายจะมีเพดาน แต่สังคมตั้งคำถามหนัก ‘เหมาะสมหรือไม่’ ที่คนเคยมีอำนาจยังได้รับสิทธิพิเศษหลังพ้นตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ประชาชนต้องแบกรับภาระเองทุกบาท
เมื่อวันที่ 8 พ.ค. เพจ “ปราชญ์ สามสี” ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้ว่า ประเด็นกองทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตรของอดีต ส.ส. และ ส.ว. ไม่ได้หมายความว่ารัฐจ่ายค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติเต็มจำนวนหลักล้าน เพราะมีเพดานเบิกตามระเบียบเพียงหลักหมื่นบาทต่อปี แต่สาระสำคัญอยู่ที่คำถามเรื่อง “ความเหมาะสม” ว่าผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรได้รับสิทธิพิเศษลักษณะนี้ต่อไปหรือไม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคม
ทั้งนี้ ทางเพจ มองว่าควรแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความรู้สึกของประชาชน” โดยไม่บิดเบือนว่าเป็นการเบิกค่าเทอมหลักล้าน แต่ก็ไม่ควรมองข้ามข้อกังขาเรื่องอภิสิทธิ์ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการใช้กองทุนอย่างโปร่งใส และทบทวนสิทธิประโยชน์ของอดีตนักการเมืองทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและความคาดหวังของสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
“ค่าเทอมลูกหลาน ส.ส. กับคำถามเรื่อง “อภิสิทธิ์”
บทความเชิงวิเคราะห์โดย ปราชญ์ สามสี
ประเด็นที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หยิบขึ้นมาอภิปรายเรื่อง กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีการเบิกเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกตีความแบบสุดโต่งจนผิดข้อเท็จจริง
เรื่องนี้ต้องพูดให้เป็นธรรมก่อนว่า กองทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอดีต ส.ส. หรืออดีต ส.ว. จะสามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติปีละเป็นล้าน แล้วนำใบเสร็จมาเบิกจากกองทุนได้เต็มจำนวน เพราะระเบียบกำหนดชัดว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด ไม่ใช่จ่ายตามค่าเทอมจริงแบบไม่มีเพดาน โดยคู่มือกองทุนระบุว่า ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิรับเงินจากกองทุนในกรณีการให้การศึกษาบุตร ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมายคนที่หนึ่งและคนที่สอง ไม่รวมบุตรบุญธรรม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นที่หมอวรงค์เปิดขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะแม้ตัวเลขที่เบิกได้จริงจะมีเพดานจำกัด แต่คำถามทางสังคมคือ ทำไมอดีตผู้แทนทางการเมืองจึงยังมีสิทธิรับสวัสดิการลักษณะนี้หลังพ้นจากตำแหน่ง โดยเฉพาะเมื่อสิทธินี้ยังครอบคลุมถึงกรณีบุตรเรียนในสถานศึกษาเอกชนหรือโรงเรียนนานาชาติ หากเข้าเงื่อนไขตามระเบียบ
พูดให้ง่ายกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “เบิกได้เท่าไหร่” แต่เป็นคำถามว่า “ควรเบิกได้หรือไม่” และ “ควรออกแบบสิทธินี้ให้เหมาะสมกับความรู้สึกของประชาชนอย่างไร”
ข้อเท็จจริงเรื่องตัวเลขต้องแยกให้ชัด หากเป็นสถานศึกษาเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุน เพดานเบิกค่าเล่าเรียนตามข้อมูลสวัสดิการการศึกษาบุตรของทางราชการอยู่ที่ระดับประถมศึกษาไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี มัธยมศึกษาตอนต้นไม่เกิน 15,800 บาทต่อปี และมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. ไม่เกิน 16,200 บาทต่อปี ส่วนสถานศึกษาเอกชนที่รับเงินอุดหนุน เพดานจะต่ำกว่านี้มาก เช่น มัธยมต้น 3,300 บาทต่อปี และมัธยมปลาย 3,200 บาทต่อปี
ดังนั้น หากลูกของผู้มีสิทธิเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมปลาย ค่าเทอมปีละ 800,000 บาท หรือ 1,200,000 บาท ก็ไม่ได้แปลว่ากองทุนจะจ่ายให้เต็มจำนวนหลักแสนหรือหลักล้าน แต่โดยหลักจะถูกล็อกอยู่กับเพดานค่าเล่าเรียนสถานศึกษาเอกชนตามกระทรวงการคลัง คือราว 16,200 บาทต่อปี ในระดับมัธยมปลาย
นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องพูดให้ครบ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่า “รัฐจ่ายค่าเทอมอินเตอร์ให้ลูก ส.ส. ปีละล้าน” เพราะจากเอกสารที่ตรวจสอบได้ ยังไม่ใช่เช่นนั้น
แต่เมื่อพูดข้อเท็จจริงแล้ว ก็ต้องพูดความรู้สึกของประชาชนด้วย เพราะแม้ยอดเงินจะเป็นเพียงหลักหมื่นต่อปี แต่สำหรับคนจำนวนมากที่กำลังเผชิญค่าเปิดเทอม ค่าชุดนักเรียน ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง และภาระหนี้ครัวเรือน หลักหมื่นบาทไม่ใช่เงินเล็ก
ยิ่งเมื่อนำไปวางเทียบกับสถานะของผู้ได้รับสิทธิ ซึ่งเป็น “ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า บุคคลเหล่านี้เคยได้รับเงินเดือน เบี้ยประชุม ตำแหน่งทางการเมือง และโอกาสทางสังคมสูงกว่าประชาชนทั่วไปอยู่แล้วหรือไม่ เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว เหตุใดจึงยังควรได้รับกองทุนเฉพาะที่มีสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งเงินเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร
นี่คือแกนที่หมอวรงค์พยายามตีให้สังคมเห็น
ประเด็นนี้จึงควรมองแบบ “สองชั้น”
ชั้นแรก คือ ความจริงทางตัวเลข
เบิกได้จริง แต่มีเพดาน ไม่ใช่เบิกได้เต็มค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติหลักล้าน
ชั้นที่สอง คือ ความเหมาะสมทางนโยบาย
แม้เพดานจะไม่สูง แต่การเปิดให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิในลักษณะนี้ ยังสะท้อนปัญหาเรื่องอภิสิทธิ์เชิงสถานะ และอาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนในยุคที่ทุกฝ่ายเรียกร้องความโปร่งใส ความประหยัด และความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเปรียบเทียบกับระบบข้าราชการประจำ เพดานค่าเล่าเรียนบางส่วนอาจใช้กรอบใกล้เคียงกัน แต่ความต่างอยู่ที่ “ฐานความชอบธรรม” ข้าราชการประจำเป็นผู้ทำงานในระบบราชการต่อเนื่อง มีโครงสร้างสวัสดิการในฐานะเจ้าหน้าที่ของประเทศ ขณะที่ผู้เคยเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นตำแหน่งทางการเมือง มีวาระ มีสถานะจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง และเมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ควรยังได้รับสิทธิพิเศษจากกองทุนเฉพาะมากน้อยเพียงใด
ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็นเดียวกัน คือ “ค่าเล่าเรียนบุตร” เมื่ออยู่ในระบบข้าราชการ อาจถูกมองเป็นสวัสดิการ แต่เมื่ออยู่ในกองทุนของนักการเมือง อาจถูกมองเป็นอภิสิทธิ์
ในความเห็นของข้าพเจ้า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อโจมตีตัวบุคคล หรือทำให้เข้าใจว่าอดีต ส.ส. ทุกคนกำลังเบียดบังงบประมาณไปจ่ายค่าเทอมลูกแบบหรูหรา เพราะข้อเท็จจริงยังมีเพดานตามระเบียบ
แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรปัดตกเสียงวิจารณ์ของหมอวรงค์ว่าเป็นการเล่นการเมือง เพราะคำถามที่เขาเปิดขึ้นมาเป็นคำถามที่ประชาชนควรรู้ นั่นคือ ประเทศไทยมีกองทุนอะไรบ้างที่จ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสิทธิประโยชน์เหล่านั้นยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและความรู้สึกของประชาชนในปัจจุบันหรือไม่
ข้อเสนอที่ควรถูกนำไปถกเถียงต่อจึงมีอย่างน้อย 3 เรื่อง
หนึ่ง ควรเปิดเผยข้อมูลการเบิกจ่ายในภาพรวมรายปี เช่น จำนวนผู้ใช้สิทธิ จำนวนบุตรที่ใช้สิทธิ ประเภทสถานศึกษา และยอดเงินรวม โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
สอง ควรทบทวนว่า กรณีโรงเรียนนานาชาติควรถูกแยกออกจากสิทธิการเบิกหรือไม่ แม้จะเบิกได้เพียงหลักหมื่นก็ตาม เพราะประเด็นนี้กระทบต่อความรู้สึกเรื่องความเหมาะสมอย่างมาก
สาม ควรทบทวนทั้งระบบของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่หยิบเฉพาะค่าเล่าเรียนบุตร เพราะรายงานข่าวและฐานข้อมูลของสภาระบุว่ากองทุนนี้มีแบบคำขอสิทธิประโยชน์หลายประเภท เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล กรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม และการศึกษาบุตร
สรุปให้เป็นธรรมที่สุด กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยให้เข้าใจผิดว่า “ลูก ส.ส. เรียนอินเตอร์ฟรีด้วยเงินประชาชนปีละล้าน” เพราะตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพดานเบิกไม่ได้สูงเช่นนั้น
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรบอกว่า “ไม่มีอะไร” เพราะคำถามของสังคมไม่ได้อยู่แค่จำนวนเงิน หากอยู่ที่หลักคิดเรื่องความเสมอภาค ความพอดี และความเหมาะสมของสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เคยถืออำนาจทางการเมือง
ประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้สวัสดิการของคนมีตำแหน่งกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเพิ่งมารู้ภายหลังจากการอภิปรายในสภา
เพราะในบ้านเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของภาษี สิทธิพิเศษทุกบาททุกสตางค์ของผู้มีอำนาจต้องถูกอธิบายได้ โปร่งใสได้ และต้องตอบคำถามได้ว่า สิ่งนั้นคือ “สวัสดิการที่จำเป็น” หรือเป็นเพียง “อภิสิทธิ์ที่สังคมควรทบทวน”
โดย ปราชญ์ สามสี“


