เพจดัง 'KANT' ออกมาชำแหละนโยบายรัฐที่เตรียมฟื้น 'ภาษีเที่ยวนอก' เก็บเงินคนไปต่างประเทศ 1,000 บาท เพื่อนำมาสมทบทุนแจกคูปองเที่ยวในไทย บวกกับค่าธรรมเนียมสนามบิน AOT ที่เพิ่งปรับขึ้นอีก 390 บาท งานนี้เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า ตรรกะคนเที่ยวนอกคือคนรวยยังใช้ได้อยู่หรือไม่? และนี่คือการแก้ปัญหาการท่องเที่ยว หรือแค่การผลักภาระให้ประชาชนกันแน่
เมื่อวันที่ 7 พ.ค. เพจ "KANT - Luxury Design Lifestyle" เพจที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง การออกแบบ และอสังหาริมทรัพย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ในประเด็น AOT ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน โดยเจ้าตัวชี้ว่า คนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวม 1,390 บาทต่อทริป ซึ่งมาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การที่ AOT ประกาศขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารทุกคนอีก 390 บาท (จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อนำเงินไปพัฒนาสนามบิน ประกอบกับรัฐบาลกำลังศึกษาการฟื้น พ.ร.ก. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 1,000 บาทเฉพาะคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปสมทบทุนโครงการ "เที่ยวคนละครึ่ง" ให้กับคนไทยที่ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถูกตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล เนื่องจากบริบทในปัจจุบันผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้มีเพียงผู้มีฐานะเหมือนในอดีต แต่เป็นเพราะราคาการท่องเที่ยวต่างประเทศมีความคุ้มค่ากว่า อีกทั้งการนำเงินไปแจกคูปองไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารากเหง้าเรื่องโครงสร้างราคาและคุณภาพของการท่องเที่ยวในประเทศ นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังเปิดเพดานให้รัฐสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้สูงสุดถึง 5,000 บาทในอนาคต ทำให้เกิดข้อกังวลว่านโยบายนี้อาจเป็นเพียงการผลักภาระที่ไม่เป็นธรรมและไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"คนไทยบินเที่ยวนอก ไม่ได้จ่ายเพิ่มแค่ 390 บาทตามที่ AOT ประกาศ เพราะรัฐบาลยังจะเก็บอีก 1,000 บาท สำหรับคนเที่ยวเมืองนอก รวมเป็น 1,390 บาทต่อทริป
.
ช่วงนี้หลายคนเริ่มรู้แล้วว่า AOT ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินจาก 730 เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้น 390 บาท มีผล 20 มิ.ย. 2569
.
แต่ที่หลายคนยังไม่ทันโฟกัส คือพร้อม ๆ กันนั้น รัฐบาลกำลังศึกษาฟื้น พ.ร.ก. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 1,000 บาท เฉพาะคนไทยที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ
.
ถ้าทั้ง 2 เรื่องบังคับใช้พร้อมกัน คนไทยบินออกนอกจะจ่ายต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อทริปประมาณ 1,390 บาท
.
และที่เราจะเขียนต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง 390 บาทของ AOT ที่มีปัญหาว่าสับสัน เพราะยังมีเรื่องเก็บ 1,000 บาทอันหลัง ที่เราว่ามันมีปัญหามากกว่ามาก
.
ก่อนอื่น แยกให้ออกก่อน เพราะมันเป็น 2 เรื่องคนละเรื่องกัน
.
เรื่องที่ 1: AOT ขึ้น PSC จาก 730 เป็น 1,120 บาท (เพิ่ม 53%)
.
PSC ย่อจาก Passenger Service Charge หรือ "ค่าบริการผู้โดยสารขาออก" เก็บอยู่ในตั๋วเครื่องบินอยู่แล้ว เก็บโดย AOT ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน เก็บจากทุกคนที่บินออกจากสนามบินของ AOT ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ มีผลแน่นอน 20 มิ.ย. 2569 เงินที่ได้ AOT จะเอาไปพัฒนาสนามบิน
.
ตรรกะของ PSC คือ user pays คุยได้ว่าราคาสมเหตุสมผลไหม โปร่งใสแค่ไหน ซึ่ง TDRI ตั้งคำถามเรื่องนี้อยู่ เพราะในแง่หลักการ มันต้องอธิบายตัวเองได้
.
ส่วนเรื่องที่ 2: รัฐบาลเสนอ Exit Fee 1,000 บาท เฉพาะคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ
.
"พูดง่าย ๆ ว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ"
.
นี่คือคำพูดของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ใช้อธิบายเหตุผลของการฟื้น พ.ร.ก. ฉบับนี้
.
เรื่องนี้ต่างจาก PSC โดยสิ้นเชิง เพราะ:
- เก็บเฉพาะคนไทย ไม่เก็บต่างชาติ
- เก็บเฉพาะ "ไปเที่ยว" ไปเรียน ไปทำงาน วีซ่าทูต ไม่เก็บ
- คนจ่ายไม่ได้บริการอะไรกลับมา เงินไปเข้าโครงการ "เที่ยวคนละครึ่ง" ให้คนอื่นใช้
- ยังเป็นแค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่เข้า ครม.
.
อ่านครั้งแรกอาจฟังดูใจดี
อ่านครั้งที่สอง เริ่มแปลก
อ่านครั้งที่สาม จะเริ่มถามว่า ... แล้วเราไปเป็นหนี้คนไม่ได้ไปเที่ยวนอกตั้งแต่เมื่อไหร่?
.
1,000 บาท เราจ่ายไหวครับ ... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
.
ขอพูดตรง ๆ ก่อนเลยว่า สำหรับคนที่กดจองตั๋วบินไปต่างประเทศได้ 1,000 บาทไม่ใช่จำนวนที่จะทำให้คิดหนัก รัฐมนตรีเองก็พูดทำนองนี้ ว่ามันไม่กระทบการตัดสินใจของคนไทย
.
แต่คุณครับ ... "จ่ายไหว" กับ "ควรจ่ายไหม" คือคนละเรื่อง
.
เราจ่ายค่าน้ำค่าไฟไหว ไม่ได้แปลว่ารัฐขึ้นค่าน้ำค่าไฟตามใจชอบได้
เราจ่ายค่าทางด่วนไหว ไม่ได้แปลว่ารัฐสร้างด่านเก็บเพิ่มได้เรื่อย ๆ
เราจ่าย 1,000 บาทค่าออกนอกประเทศไหว ไม่ได้แปลว่ารัฐอธิบายเหตุผลผ่าน ๆ แล้วก็เก็บได้เลย
.
ที่หลายคนรำคาญไม่ใช่เลข 1,000 บาท แต่มันคือการที่รัฐใช้ตรรกะ "เพราะคุณจ่ายไหว เลยต้องจ่าย" แล้วห่อด้วยเหตุผลสวย ๆ ว่าเอาไปช่วยคนอื่น
.
ลองวางตรรกะนี้ลงบนเรื่องอื่นดูนะครับ
.
เก็บคนซื้อรถใหม่ ไปช่วยคนไม่มีรถนะ
เก็บคนกินร้านมิชลิน ไปช่วยคนกินข้าวแกงนะ
เก็บคนสมัครฟิตเนส ไปช่วยคนป่วยนะ
.
ฟังดูเพี้ยน แต่นี่คือสคริปต์เดียวกันเป๊ะ แค่เปลี่ยนคำนามตรงกลาง
.
ปัญหาที่ 1: ตรรกะ "คนไปนอก = คนรวย" อันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว
.
พ.ร.ก. ฉบับนี้คลอดเมื่อปี 2526 ปีนั้นการบินออกนอกประเทศคือเรื่องของคนมีฐานะ ตั๋วแพง วีซ่ายาก ใครได้ไปต่างประเทศคือกลุ่มบนของสังคม การเก็บภาษีจากกลุ่มนี้จึงสมเหตุสมผลในเชิงลดความเหลื่อมล้ำ
.
แต่ปี 2569 ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว
.
KResearch รายงานว่าหนึ่งในเหตุผลที่คนไทยเลือกเที่ยวต่างประเทศคือ "ราคาคุ้มกว่าเที่ยวในประเทศ" โดยยกตัวอย่างแพ็กเกจโปรโมชั่นไปเกาหลีใต้ 4 วัน 2 คืน ราคาต่ำสุดเฉลี่ย 6,000 บาท หรือไปเวียดนามราคาต่ำสุดเฉลี่ย 7,000 บาท ซึ่งราคานี้ใกล้เคียงกับทริปในประเทศหลายที่ด้วยซ้ำ
.
คนที่บินออกนอกวันนี้จึงไม่ใช่ "ผู้มีอันจะกิน" แบบยุคนั้น มันคือมนุษย์เงินเดือนที่เก็บโบนัสทั้งปีเพื่อพักผ่อนปีละหน
.
การใช้นิยาม "ผู้มีฐานะ" ของปี 2526 มาเก็บเงินคนปี 2569 จึงผิดยุคไปแล้ว
.
ปัญหาที่ 2: เงินที่เก็บไป ไม่ได้แก้ปัญหาที่ตั้งโจทย์ไว้
.
โจทย์ของรัฐคือ "อยากให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น"
.
เงินที่จะเก็บได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี (จากฐานคนไทยออกนอกปีละ 10 ล้านคน) จะเอาไปสมทบทุนเที่ยวคนละครึ่ง 10 ล้านสิทธิ์
.
คำถามที่ควรถามคือ ทำไมคนไทยถึงเลือกบินไปเกาหลีแทนที่จะไปเชียงราย?
.
KResearch ตอบไว้ตรงไปตรงมา: เพราะเที่ยวในประเทศไม่คุ้มเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งราคา ทั้งคุณภาพ ทั้งประสบการณ์
.
ปัญหาจริงจึงอยู่ที่โครงสร้างราคา ระบบขนส่ง มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ความปลอดภัย และคุณภาพบริการในประเทศ
.
แล้วรัฐแก้ยังไง? ลด VAT โรงแรม? อัปเกรดรถไฟไปเมืองรอง? พัฒนา Infrastructure? ทำให้บริการในประเทศแข่งกับเกาหลีได้?
.
เปล่าครับ เก็บเงินจากคนที่บินไปเกาหลี มาแจกคูปองให้คนที่อยู่บ้านไปเที่ยวเชียงราย โครงการจบ คนที่ใช้สิทธิ์ก็กลับมาบินเกาหลีต่อ เพราะปัญหาที่ทำให้เที่ยวในประเทศไม่คุ้มยังอยู่ที่เดิม
.
เราจ่าย 1,000 บาทเพื่อให้คนอื่นได้คูปองท่องเที่ยวฟรี แล้วทริปหน้าก็จ่ายอีก 1,000 เพื่อให้เขาได้คูปองอีกใบ ปัญหาเดิมยังอยู่ เราก็ยังจ่ายต่อ เขาก็ยังรับต่อ
.
นี่ไม่ใช่นโยบาย มันคือ Subscription ที่เราไม่ได้กดสมัคร
.
ปัญหาที่ 3: เพดานเปิดถึง 5,000 บาท
.
รายละเอียดที่คนไม่ค่อยพูดถึงในข่าวคือ พ.ร.ก. ฉบับนี้กำหนดเพดานเก็บได้สูงสุด 5,000 บาท
.
วันนี้บอกเริ่มที่ 1,000 เพราะ "เป็นตัวเลขที่เคยเก็บในอดีต"
ปีหน้าขยับเป็น 2,000 ก็ทำได้ตามกฎหมาย
ปีต่อไปอีก 3,000 ก็ยังอยู่ในกรอบ
.
โดยที่ไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ แค่ปรับอัตราภายในเพดานเดิม
.
วันนี้ 1,000 บาทเราจ่ายไหว แต่กฎหมายไม่ได้ผูกเราไว้ที่ 1,000 มันผูกไว้ที่ 5,000 ต่างหาก
.
และอย่าลืมว่า มันมาในจังหวะที่ AOT ก็ขึ้นค่า PSC พอดี
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแยก 2 เรื่องตั้งแต่ต้นถึงสำคัญ
.
ถ้า Exit Fee ผ่าน ครม. ออกมาบังคับใช้จริงในจังหวะเดียวกับ PSC ใหม่ของ AOT ผู้โดยสารคนไทยจะเจอต้นทุนเพิ่ม:
.
- PSC ขึ้นจาก 730 → 1,120 = +390 บาท (เก็บทุกคนไทย ฝรั่งต่างชาติ)
- Exit Fee = +1,000 บาท (เก็บคนไทยเที่ยวนอก)
- รวมต้นทุนคนไทยไปเที่ยวนอกต่อทริปเพิ่ม 1,390 บาท
.
ที่ตลกคือ AOT เก็บค่า PSC จากทุกคนเพื่อพัฒนาสนามบิน อันนี้พอเข้าใจได้ คุณใช้ คุณจ่าย (แต่เท่าที่เห็นสนามบินก็ไม่ไหวจะเคลียร์อยู่นะ)
.
แต่ Exit Fee คือเก็บเฉพาะคนไทย เพื่อเอาไปทำคูปองให้คนไทยอีกกลุ่ม
.
แปลภาษาคนคือ รัฐกำลังจะบอกว่า คนต่างชาติบินเข้า-ออกไทย ไม่ต้องช่วยใคร แต่คนไทยที่ไปเที่ยวเกาหลี ต้องช่วยคนไทยที่ไปเชียงราย
.
เพราะคนไทยด้วยกัน "พอจะขอกันได้"
.
ภาษีคือเครื่องมือ แต่เครื่องมือก็ใช้ผิดได้
.
เราไม่ได้ค้านการเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ภาษีแบบ progressive คือเครื่องมือที่ดีของรัฐสมัยใหม่ ใครรายได้สูงจ่ายมาก ใครรายได้น้อยจ่ายน้อย ตรงนี้ไม่มีใครเถียง
.
แต่เท่าที่เห็นรัฐหยิบมาใช้ เรารู้สึกว่ามันคือ เครื่องมือหาเสียงมากกว่าเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ
.
เราไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ ไม่อยากให้ช่วยคนลำบาก เห็นใจอยู่แล้ว
.
แต่คำถามคือ ทำไมต้องเป็นเราจ่ายนะ?
.
ใครคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร มาคุยกันครับ"


