xs
xsm
sm
md
lg

"หมอแทน" ยกเคส "เจมส์ จิรายุ" LDL ทะลุ 280 เตือนอย่าชะล่าใจคิดว่าแค่ออกกำลังกายก็พอ ชี้ไขมันสูงจากกรรมพันธุ์ต้องรีบรักษาด้วยยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หมอแทนไขข้อสงสัย! ยกเคส 'เจมส์จิ' หุ่นปังแต่ไขมันพุ่ง 280 ชี้เป็นเพราะกรรมพันธุ์ เตือนคนรักสุขภาพอย่ากลัวการกินยา ปล่อยทิ้งไว้เสี่ยงหลอดเลือดพัง

จากกรณีก่อนหน้านี้ "เจมส์ จิรายุ" ได้เคยออกมาพูดถึงสุขภาพของตนเองที่เคยมีค่าไขมันเลว (LDL) สูงถึง 280 mg/dL และคอเลสเตอรอลรวมสูงถึง 320 mg/dL ซึ่งเป็นค่าที่สูงมากแม้เจ้าตัวจะดูแลสุขภาพอย่างหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมีหุ่นที่ลีนจนเห็นซิกซ์แพกก็ตาม

ล่าสุดวันนี้ (8 พ.ค.) หมอแทน นพ.ธนีย์ ธนียวัน ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็นดังกล่าว ชี้ภาวะไขมันเลว (LDL) ในเลือดสูงมักมีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ร่างกายกำจัด LDL ได้ไม่ดี ซึ่งภาวะนี้ไม่สามารถแก้ไขหรือลดระดับไขมันให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยได้ด้วยการปรับพฤติกรรม คุมอาหาร หรือออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีสุขภาพด้านอื่นดี รูปร่างดี หรือมีค่าไขมันดี (HDL) สูงก็ตาม

เพราะการปล่อยให้ LDL สูงสะสมเป็นเวลานานจะเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดอย่างเงียบๆ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอย่างมหาศาล ดังนั้น การพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ จึงไม่ใช่ความล้มเหลวหรือเรื่องน่ากลัว แต่เป็นความจำเป็นทางการแพทย์เพื่อจัดการกับต้นเหตุของโรคและป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ หมอแทนได้ระบุข้อความว่า

"สูง ทั้งที่ออกกำลังกาย กินดี ดูแลตัวเองดี
ทำไมยังต้องกินยา?

หลายคนอาจเห็นคุณเจมส์ จิรายุ ออกมาเล่าประสบการณ์ว่าเคยตรวจพบค่า LDL cholesterol สูงถึงประมาณ 280 ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งที่ภายหลังพยายามดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งออกกำลังกาย คุมอาหาร วิ่ง เล่นเวต และใช้ชีวิตดีขึ้นมาก

คำถามคือ ถ้าดูแลตัวเองดีขนาดนี้แล้ว ทำไม LDL ยังสูงอยู่? และถ้าเป็นคนแข็งแรง รูปร่างดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำไมยังต้องรักษาด้วยยา

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะช่วยให้เราเข้าใจความจริงสำคัญข้อหนึ่งว่า LDL สูง ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมอย่างเดียวเสมอไป

บางคน LDL สูงเพราะอาหาร น้ำหนักตัว การใช้ชีวิตหรือโรคบางอย่าง แต่ในบางคนโดยเฉพาะคนที่ LDL สูงมากตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะสูงเกิน 190 ขึ้นไป เราต้องคิดถึงภาวะที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย พูดง่ายๆ คือร่างกายของเขาอาจมีปัญหาในการจัดการ LDL ออกจากเลือด

โดยปกติ LDL จะถูกตับดึงออกจากกระแสเลือดผ่านกลไกต่างๆ เช่น LDL receptor หรือโปรตีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการพา LDL เข้าสู่ตับ แต่ถ้ากลไกเหล่านี้ทำงานผิดปกติจากพันธุกรรม LDL ก็จะค้างอยู่ในเลือดสูงกว่าปกติ และถ้าหากเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกาย การลดอาหารไขมันสูง มักจะไม่เพียงพอในการที่จะลด LDL ได้

ต่อให้ออกกำลังกายดีแค่ไหน
ต่อให้มี six pack
ต่อให้กินอาหารระวังมากขึ้น
LDL ก็อาจไม่ลดลงมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้

และนี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด บางคนคิดว่าถ้ารูปร่างดี ออกกำลังกายดี ไตรกลีเซอไรด์ต่ำ HDL สูง แปลว่า LDL สูงก็ไม่เป็นไร แต่ในทางการแพทย์ ไม่ใช่แบบนั้นครับ HDL ที่ดีไม่ได้ลบล้างอันตรายจาก LDL ที่สูงมาก ไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำ ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดปลอดภัย และการไม่มีภาวะดื้ออินซูลิน ก็ไม่ได้แปลว่า LDL จะไม่ทำร้ายผนังหลอดเลือด

บางแนวคิดพยายามบอกว่า LDL สูงไม่เป็นไร ถ้าเป็น LDL ตัวใหญ่ หรือถ้าใช้ชีวิตดีพอ ฟังดูสบายใจ แต่หลอดเลือดของเราไม่ได้เลือกฟังเฉพาะข้อมูลที่ทำให้เราสบายใจ

LDL ไม่ว่าจะขนาดใหญ่ เล็ก หรือกลาง ถ้ามีมากเกินไปและอยู่ในเลือดนานพอก็สามารถเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบ และกลายเป็นตะกรันในหลอดเลือดได้

ปัญหาของ LDL คือมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกป่วยทันที เราอาจยังวิ่งได้ ยังออกกำลังกายได้ ยังดูแข็งแรง ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ในผนังหลอดเลือด ความเสียหายอาจค่อยๆ สะสมอยู่เงียบๆ เป็นปีๆ หรือเป็นสิบปี

มีแนวคิดหนึ่งที่สำคัญมาก คือ LDL-years หมายถึงปริมาณ LDL คูณกับระยะเวลาที่มันสูง
ยิ่ง LDL สูงมาก และสูงอยู่นานเท่าไร ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดส่วนอื่นๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ถ้าคนคนหนึ่งตรวจพบ LDL สูงตอนอายุ 25 ปี ไม่ได้แปลว่า LDL เพิ่งสูงตอนอายุ 25 ปี มันอาจสูงมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว อาจสูงมาตั้งแต่วัยรุ่น หรือก่อนหน้านั้นก็ได้ ดังนั้นการรอไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าออกกำลังกายอย่างเดียวจะจัดการทุกอย่างได้ อาจทำให้ร่างกายต้องสัมผัส LDL สูงนานขึ้นโดยไม่จำเป็น

ถ้า LDL สูง โดยเฉพาะถ้ายืนยันจากการตรวจซ้ำแล้วว่าสูงจริง แนวทางโดยทั่วไปคือควรได้รับการประเมินและถ้าหากสูงเกิน 190 เราจะต้องสงสัยว่าเกิดจากปัญหาทางพันธุกรรมและมักต้องเริ่มการรักษาด้วยยา ไม่ใช่พึ่งการปรับพฤติกรรมอย่างเดียว แน่นอนว่าเรายังต้องดูสาเหตุอื่นด้วย เช่น ไทรอยด์ต่ำ โรคไตบางชนิด ยาบางอย่าง โรคตับหรือน้ำดีบางกลุ่ม หรือการใช้สารบางชนิด แต่ถ้าไม่พบสาเหตุเหล่านี้ ก็ยิ่งต้องคิดถึงเรื่องพันธุกรรม

ในบางกรณี อาจควรตรวจ Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เพิ่มเติม เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมอีกตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ตรวจเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็พอ เพราะค่านี้มักถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นหลัก

และถ้าสงสัยภาวะไขมันสูงจากพันธุกรรม คนในครอบครัวก็ควรได้รับการคัดกรองด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่คนเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับพ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูกในอนาคต

 อีกเรื่องที่ต้องพูดย้ำ ว่า “ยา”
ไม่ใช่ความล้มเหลวของการดูแลสุขภาพ 
หลายคนพยายามทำให้การกินยาดูเหมือนเป็นเรื่องน่ากลัว เหมือนเป็นการยอมแพ้ หรือเหมือนเป็นการตกเป็นเหยื่อของบริษัทยา แต่ความจริงคือ ถ้าร่างกายมี LDL สูงมากจากพันธุกรรม การใช้ยาอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันโรคที่รุนแรงกว่าในอนาคต

การออกกำลังกายยังจำเป็น การกินอาหารที่ดียังสำคัญ การนอน การลดความเครียด การควบคุมน้ำหนัก ยังมีประโยชน์ทั้งหมด แต่ในบางคน สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงได้บางด้าน แต่ไม่พอที่จะดึง LDL ลงมาในระดับที่ปลอดภัย

เหมือนเราทำความสะอาดบ้านทุกวัน
แต่ถ้าท่อน้ำเสียยังรั่วอยู่เรื่อยๆ
การถูพื้นอย่างเดียวก็คงไม่พอ ต้องซ่อมต้นเหตุด้วย

ยากลุ่ม statin เป็นยาหลักที่ใช้ลด LDL และมีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ผลข้างเคียงมีได้จริง เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในบางคน แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน และถ้าเกิดขึ้น แพทย์สามารถปรับชนิดยา ลดขนาดยา หรือใช้ยากลุ่มอื่นร่วมด้วยได้

**สิ่งที่น่ากลัวกว่ายาในหลายกรณี คือการปล่อยให้ LDL สูงมากอยู่นานๆ โดยไม่มีการรักษา
เพราะเมื่อเกิดอาการขึ้นมาแล้ว หลายครั้งแปลว่าหลอดเลือดมีปัญหาไปมากแล้วโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันสะสมเงียบๆ มานาน และบางครั้งอาการแรกอาจเป็นอาการที่รุนแรงมาก

กรณีของคุณเจมส์จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าคนที่ดูแลตัวเองดีมากก็ยังอาจมี LDL สูงจากพันธุกรรมได้ และการตัดสินใจรักษาด้วยยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่เรื่องเกินความจำเป็น แต่เป็นการเลือกเชื่อข้อมูลทางการแพทย์ที่มีหลักฐานรองรับ

สุขภาพที่ดีไม่ใช่การปฏิเสธยาเสมอไป
แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรใช้ชีวิตให้ดี
และเมื่อไรควรใช้การแพทย์เข้ามาช่วย

บางคำแนะนำบนโลกออนไลน์อาจฟังดูมั่นใจมาก บางแนวคิดอาจพูดเหมือนค้นพบความจริงที่วงการแพทย์ไม่กล้าบอก แต่สุดท้ายหลอดเลือดของเราไม่ได้สนใจว่าใครพูดเก่งกว่าใคร มันสนใจแค่ว่า LDL สูงแค่ไหน สูงมานานเท่าไร และเราลดมันลงได้จริงหรือไม่

ถ้าคุณตรวจพบว่า LDL สูง โดยเฉพาะสูงเกิน 190
อย่าปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรเพียงเพราะออกกำลังกายดี
รูปร่างดี หรือ HDL สูง

ควรพบแพทย์
ตรวจยืนยัน
หาสาเหตุ
ประเมินความเสี่ยง
และรักษาให้เหมาะสม

เพราะการป้องกันโรคหัวใจ ไม่ได้เริ่มตอนเจ็บหน้าอก
แต่มันเริ่มตั้งแต่วันที่เรารู้ตัวเลขของตัวเอง
และตัดสินใจจัดการกับมันอย่างถูกต้องครับ"