“ฮุน มาเนต” แถลงทันทีหลังหารือ 3 ฝ่ายที่ฟิลิปปินส์ ยันกัมพูชาไม่ยอมรับการยึดพื้นที่ของไทยเป็นเส้นเขตแดน ลั่นต้องทำตามถอ้ยแถลงร่วม 27 ธ.ค.68 เร่งประชุม JBC ปักปันเขตแดน พร้อมเพิ่มอำนาจผู้สังเกตการณ์อาเซียนเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง
เมื่อวันที่ 7 พ.ค. The Phnom Pehn Post สื่อมวลชนกัมพูชา รายงานว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ไทย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ว่า ข้อพิพาทชายแดนกับไทยจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมปฏิเสธสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกว่า “การสร้างข้อเท็จจริงโดยพฤตินัยในพื้นที่” (fait accompli on the ground) ซึ่งหมายถึงการใช้กำลังยึดพื้นที่โดยฝ่ายไทยเพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจาเรื่องเขตแดน
ทั้งนี้ การประชุมระหว่างนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีฝ่ายฟิลิปปินส์ เป็นผู้ประสานการหารือ ท่ามกลางความตึงเครียดต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทเขตแดนทางบกและทางทะเลระหว่างกัมพูชากับไทย และเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างนายฮุน มาเนต และนายอนุทิน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ก่อนการปะทะรุนแรงตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทยในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน
ภายหลังการหารือ นายฮุน มาเนต กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงเขตแดนผ่านการใช้กำลัง หรือการดำเนินการฝ่ายเดียวในพื้นที่
“กัมพูชายืนยันว่า เขตแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยกำลัง หรือผ่านการสร้างข้อเท็จจริงโดยพฤตินัย(fait accompli)” เขากล่าว
นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและโดยทันที ตามแถลงการณ์ร่วมที่ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้การปักปันเขตแดนดำเนินผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่มีอยู่ โดยไม่ให้เกิดความล่าช้าเพิ่มเติม
นายฮุน มาเนต กล่าวว่า JBC ยังคงเป็นกรอบสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน และเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม
“กัมพูชาเชื่อว่า กลไกนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับประกันการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม” เขากล่าว
นอกจากนี้ นายฮุน มาเนต ยังกล่าวถึงบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนที่สนับสนุนภารกิจติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดน และยินดีต่อบทบาทนำของฟิลิปปินส์ หลังเข้ารับหน้าที่ประสานงานต่อจากมาเลเซีย
นายฮุน มาเนต ได้เรียกร้องให้เพิ่มอำนาจหน้าที่แก่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อตรวจสอบและรับประกันการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่ตกลงร่วมกันทั้งหมด
นอกจากข้อพิพาททางบกแล้ว นายฮุน มาเนต ระบุว่า กัมพูชาและไทยยังได้หารือเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย โดยกัมพูชายืนยันเจตนารมณ์ที่จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทโดยสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ กัมพูชาได้ประกาศแผนเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2544 ที่ใช้เป็นกรอบการเจรจาทางทะเล
“กัมพูชายังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่มีอยู่” นายฮุน มาเนต กล่าว
ด้านประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งทำหน้าที่คนกลางในฐานะประธานอาเซียน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนต่อการเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ
“มีการหารืออย่างตรงไปตรงมาอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย” นายมาร์กอสกล่าว
“ทั้งสองฝ่ายยืนยันความสำคัญของการรักษาช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง การใช้ความยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจยกระดับความตึงเครียด และเดินหน้าความพยายามเพื่อการเจรจาอย่างสันติและสร้างสรรค์” เขากล่าวเพิ่มเติม
นายมาร์กอสกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศดำเนินการหารือโดยตรงต่อไป และพัฒนาแนวทางเชิงปฏิบัติเพื่อป้องกันการยกระดับสถานการณ์และฟื้นฟูความไว้วางใจ
นายมาร์กอสเปิดเผยอีกว่า อำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนจะถูกขยายออกไปอีก 3 เดือน จนถึงเดือนกรกฎาคมนี้
“ฟิลิปปินส์พร้อมที่จะทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้ทั้งสองประเทศสามารถรักษาการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง” มาร์กอสกล่าว


