รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ออกมาเตือนรัฐบาลให้เตรียมรับมือแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ชี้การฉีกข้อตกลงอาจเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาดึงนานาชาติและชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง หวั่นเปลี่ยนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่อุดมด้วยขุมทรัพย์ปิโตรเลียมให้กลายเป็น 'สมรภูมิสงครามตัวแทน' พร้อมแนะไทยต้องเร่งวางกลไกรับมือบนเวทีเจรจาใหม่ที่ซับซ้อนและท้าทายกว่าเดิม
วันนี้ (7 พ.ค.) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น MOU 2543 (ทางบก) และ MOU 2544 (ทางทะเล) เป็นกรอบการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชาที่มีหลักการคล้ายกัน คือเน้นการเจรจาทวิภาคีและรักษาสถานะเดิม แต่ประสบปัญหาชะงักงันจากความขัดแย้งทางการเมือง การปะทะกัน และปัญหาการตีความแผนที่แนบท้ายที่ไม่ตรงกัน การที่รัฐบาลไทยยกเลิก MOU 2544 ทำให้กัมพูชาดึงนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซง อ้างว่าไทยทำผิดกฎหมายสนธิสัญญา ส่งผลให้ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนและผลประโยชน์ทับซ้อน (โดยเฉพาะปิโตรเลียม) มีความซับซ้อนขึ้น ไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเวทีเจรจาใหม่ที่มีชาติมหาอำนาจและบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นสงครามตัวแทนเหมือนในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“สิ้นสุด MOU 2544 : อวสานกัมพูชาฮุบดินแดนไทยหรือไม่? (ตอนที่ 1/2)*
1. ความเชื่อมโยงของ MOU 2543 และ MOU 2544 - ยากจะแยกออกจากกัน
MOU 43 ลงนามในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กับนายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดี อ้างอิงหนังสือสัญญาเดิมหลายฉบับรวมทั้งแผนที่สยามกับอินโดจีน โดยขณะนั้นยังไม่มีความขัดแย้งเรื่องเผาสถานทูตไทย เรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหรืออ้างพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือเรื่องที่กัมพูชาแต่งตั้งอดีต นรม.ของไทยเป็นที่ปรึกษา และยังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงในการเมืองของไทย หรือมีการปะทะกันตามแนวชายแดนของกองกำลังทหารทั้งสองประเทศ
วัตถุประสงค์สำคัญของ MOU 43 ตอนเริ่มต้นนั้นเพื่อ "เป็นกรอบ" กว้างๆ ในการสร้าง "ขั้นตอน" จัดทำหลักเขตแดนทางบก โดยยังจะไม่กำหนดเขตแดนกันใหม่ แต่ให้มี "กระบวนการ" และ "กลไกใหม่" 2 อย่างในการดำเนินการ คือ คณะกรรมาธิการร่วมในการจัดทำหลักเขตแดน (JBC) และคณะอนุกรรมาธิการทางเทคนิค (JTSC) ในการสำรวจพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อนำผลการเจรจาไปสู่การตกลงกันด้วยสนธิสัญญาที่เป็นทางการในเรื่องหลักเขตแดนเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอมและเห็นด้วย
ส่วน MOU 44 ลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยหลังจากรัฐบาลพันตำรวจโท (ยศขณะนั้น) ทักษิณ ชินวัตรเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 4 เดือนกว่า กับฝ่ายกัมพูชา นายสกอัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
MOU 44 "ทางทะเล" นี้ถือว่าเป็นเรื่องสืบเนื่องและต่อยอดมาจาก MOU 43 ซึ่งเชื่อกันว่าทั้งสอง MOU จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เพราะจะแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือที่อ้างกรรมสิทธิ์กันทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กันไป โดยเฉพาะทางทะเลนั้นมีพื้นที่ทับซ้อนกันถึงประมาณ 27,960 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเชื่อกันว่าอาจจะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล (โดยเฉพาะใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าอาจจะไม่น่าไว้วางใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย
ด้วยเหตุที่มาเดียวกัน ดังนั้น หลักการ โครงสร้าง และกระบวนการของ MOU ทั้งสองฉบับจึงไม่แตกต่างกันมาก เป็นกรอบกว้างๆ มีหลักปฏิบัติชั่วคราว มุ่งเน้นที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (MOU 43 มี 9 ข้อ MOU 44 มี 5 ข้อ) เพื่อจัดทำเป็นสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนต่อไป โดยระหว่างการดำเนินการนั้น ทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำการใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือละเมิดเส้นเขตแดนเดิม รวมทั้งให้ตกลงกันด้วยสันติวิธี ร่วมมือกันทำให้เกิดความปลอดภัยตามแนวชายแดน (เช่น ร่วมกันกู้ทุ่นระเบิด จัดระเบียบชายแดน ฯลฯ) และให้เป็นกลไกหลักระดับทวิภาคีที่ไม่จำเป็นต้องยกระดับเข้าสู่สากลหรือพหุภาคี ไม่ต้องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือไปที่สหประชาชาติ หรือใช้ข้อบังคับของ UNCLOS หรือองค์กรอื่นๆ มาไกล่เกลี่ยตัดสิน อีกทั้งได้ระบุว่าให้มีพื้นที่พัฒนาร่วมกันอีกด้วย (MOU 44 ข้อ 2 (ก) ในด้านทรัพยากรปิโตรเลียม)
ดังนั้น เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 ตามมติ ครม.ของรัฐบาลอนุทินเมื่อวันที่ 5 พ.ค.นี้แล้ว (ครม.ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 44 ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2552 ต่อมา ครม.ในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์มีมติให้ทบทวนการยกเลิกดังกล่าว) คำถามสำคัญที่ตามมาคือ MOU 43 ที่ยังคงอยู่ ซึ่งก็ใช้หลักการเดียวกันกับ MOU 44 ดังกล่าวข้างต้น และก็มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการคล้ายๆ กันนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องคงไว้อีกหรือไม่ จะสามารถพิจารณาจากข้อดีข้อเสียของทั้งสอง MOU ที่มีพื้นฐานเดียวกัน เพื่อการตัดสินใจได้หรือไม่
2. ข้อดีข้อเสียของ MOU ทั้งสองฉบับ - ไม่แตกต่างกันมาก
1) ข้อดี - ตั้งแต่แรกเริ่ม ฝ่ายไทยย้ำเสมอว่าข้อดีของ MOU ทั้งสองฉบับคือ ใช้เป็น “กรอบในการเจรจา” โดยสันติวิธี ใช้เป็นเหตุผลหลักที่จะ “ไม่ยกระดับสู่สากล” หรือเปิดทางให้ประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง มีข้อบังคับที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือเส้นเขตแดนระหว่างการเจรจาที่เป็นประโยชน์ และมีข้อกำหนดในทางเทคนิคที่ช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้น
โดยเฉพาะ MOU 43 นั้น ในปัจจุบันสามารถตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR จัดทำแผนที่ภาพถ่าย จะใช้โดรนบินสำรวจ และจะใช้ลำน้ำหรือเส้นตรงเป็นเส้นเขตแดน (ผลการประชุม JBC วันที่ 14 มิ.ย. 68) อีกทั้งในจำนวนหลักเขตแดนทางบกเกือบ 75 หลักนั้น มีความเห็นตรงกันทั้งสองฝ่าย (ก่อนเกิดสงคราม) กว่า 40 หลักแล้ว ที่เหลือต่ำกว่า 30 หลักยังเห็นไม่ตรงกัน รวมทั้งหลักที่ 73 บริเวณจังหวัดตราดที่มีผลต่อการกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น
2) ข้อเสีย - ข้อแรก คือ การอ้างแผนที่แนบท้ายใน MOU ทั้งสองฉบับ ที่ได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าไทยยอมรับแผนที่แนบท้าย 1 : 200,000 ตามอนุสัญญาและสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส แต่ไทยยืนยันว่ายอมรับแผนที่ 1 : 50,000 เท่านั้น และระบุว่าทั้งหมดเป็นเพียงการอ้างอิงเพื่อการหารือในการสำรวจ ก่อนที่จะจัดทำหลักเขตแดนและตกลงกันต่อไป
ข้อสอง คือ ความอ่อนไหวในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศและการใช้กำลังปะทะกัน ทำสงครามกันของสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคืบหน้าของข้อตกลง โดยเฉพาะ MOU 44 นั้น มีการประชุมอย่างเป็นทางการแค่ไม่เกิน 2 ครั้งและไม่เป็นทางการอีกไม่เกิน 6 ครั้งในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา และนับตั้งแต่เกิดกรณีเผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญในปี 2546 แล้ว ก็ไม่ได้มีการประชุมกันอีก
ส่วน MOU 43 นั้นแทบจะไม่ต้องกล่าวถึงอีกหลังเกิดสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว และการยกเลิก MOU 44 ในสัปดาห์นี้ ได้ทำให้ MOU 43 กลายเป็น "Epicenter" หรือ "สมรภูมิหลัก" ในความขัดแย้งของทั้งสองประเทศไปแล้ว
ข้อที่สาม คือ ผู้นำกัมพูชาไม่มีความตั้งใจจริงที่จะเจรจาอย่างตรงไปตรงมาตามกติกาสากล ตามกรอบของ MOU ทั้งสองฉบับ แต่มีเจตนาแฝงที่จะใช้กลไกสากล กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การสากล ชาติมหาอำนาจ และนานาชาติ เข้าแทรกแทรก ช่วยเหลือ หรือสร้างความได้เปรียบให้กับตน เช่น ใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) สหประชาชาติ อาเซียน ตลอดจน ใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) บางข้อที่ตนจะได้เปรียบ รวมทั้งใช้กลไกใหม่ๆ ที่ตนไปร่วมจัดตั้ง เช่น คณะมนตรีสันติภาพของสหรัฐฯ (Board of Peace) และอื่นๆ เป็นต้น เหตุเพราะ กัมพูชาเห็นว่าคงไม่สามารถเอาชนะไทยได้ด้วยกำลัง หรือไม่ได้เปรียบในการเจรจากับไทยในระดับทวิภาคี
3. สรุป - ไทยก้าวเข้าสู่เวทีใหม่ที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น
การยกเลิก MOU 44 นั้น จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายครั้ง เป็นความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการจะยุติปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้พิจารณาแล้วว่าสมควรกระทำ แต่ปัญหาคือกัมพูชาไม่เห็นด้วยและได้อ้างว่าตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาแล้ว ไทยไม่สามารถจะทำได้เพราะไม่ได้รับความยินยอมทั้งสองฝ่าย ซึ่งเมื่อการยกเลิกเกิดขึ้น กัมพูชาจึงใช้เป็นเหตุผลเร่งเดินหน้าขอความช่วยเหลือจากนานาชาติและองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหรือแทรกแซงไทยเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ในอนาคตการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนก็จะซับซ้อนขึ้น ยากหรือท้าทายมากขึ้น เหตุเพราะจะมีกลไกอื่นๆ เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหามากขึ้น รวมทั้งจะมีชาติต่างๆ ทั้งมหาอำนาจและอื่นๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (เช่น ตามข้อบังคับของ UNCLOS ที่ไทยและกัมพูชาเป็นภาคี จะต้องมีประเทศ องค์การ หรือบุคคลที่สามจำนวนหนึ่งเข้ามาไกล่เกลี่ย ตัดสิน หรือระงับข้อพิพาท)
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงชาติต่างๆ ที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมในแปลงต่างๆ (B5-B13, Area I-Area III) เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น หรืออื่นๆ ที่อาจจะตื่นตัวและเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์หรือแทรกแซงการแก้ไขปัญหาของไทยและกัมพูชาในอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมความพร้อมและมีกลไกใหม่ไว้รองรับ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชากลายเป็นสมรภูมิตัวแทนของความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ของชาติต่างๆ อย่างที่เห็นในหลายพื้นที่ของโลกแห่งสงครามในปัจจุบัน


