เกิดอะไรขึ้นกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า? เมื่อคำว่า 'รักษาฟรี' อาจต้องแลกมาด้วยการปิดตัวของหน่วยบริการ ล่าสุด 2 โรงพยาบาลเอกชนประกาศถอนตัวจากสิทธิบัตรทองอย่างเป็นทางการ ย้ำชัดปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไข้ แต่อยู่ที่ 'คนถือเงิน' เปิดโปงเบื้องหลังระบบการคิดเงินที่ทำเอาหมอ-พยาบาลถอดใจ ตั้งแต่การปรับลดงบย้อนหลังไปจนถึงกฎสุ่มตรวจที่อยุติธรรม เตือนหากรัฐไม่เร่งแก้ไข ปลายทางคือคนไทยอาจไม่มีที่รักษา
ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ "สิทธิบัตรทอง" กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ หลังโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มทยอยประกาศยุติการให้บริการ ล่าสุดเพจ "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ได้ออกมาเปิดโปงเบื้องหลังวิกฤตชี้แจงว่า สาเหตุหลักมาจากระบบการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำให้โรงพยาบาลทั่วประเทศต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมรวมกันนับพันล้านบาท
สถานการณ์ความตึงเครียดนี้เริ่มเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ เมื่อมีประกาศจากโรงพยาบาลเอกชนอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่
โรงพยาบาลบางนา 1 ประกาศเตรียมออกจากการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทอง
โรงพยาบาลมิตรประชา ประกาศยกเลิกการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ-ประจำ เพื่อเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อเท่านั้น
โดยทั้งสองแห่งจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการเบิกจ่ายเงินคืนจาก สปสช.ที่ล่าช้าและไม่ครบถ้วน จนโรงพยาบาลไม่สามารถแบกรับสภาวะขาดทุนได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่เพิ่งประกาศหยุดให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) สิทธิบัตรทองชั่วคราวไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังเข้าไปช่วยรับผู้ป่วยกว่า 2 แสนราย แต่กลับถูกเปลี่ยนกติกาการจ่ายเงินย้อนหลัง ทำให้แทนที่จะได้เงินค่ารักษา 40 ล้านบาท กลับกลายเป็นติดหนี้ สปสช.ถึง 38 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 78 ล้านบาท
ทางด้านเพจเฟซบุ๊ก "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ได้ออกมาโพสต์ข้อความอธิบายถึงโครงสร้างปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบนี้ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. ระบบ "รักษาไปก่อน เบิกได้ทีหลัง"
งบประมาณบัตรทองกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ไม่ได้ถูกส่งตรงไปยังโรงพยาบาล แต่ สปสช.เป็นผู้ถือเงินและกำหนดกติกาการจ่าย โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายค่าดูแลผู้ป่วย ค่ายา และค่าอุปกรณ์ไปก่อน แล้วจึงนำไปเบิกย้อนหลัง ซึ่งมักเผชิญปัญหา "ได้เงินช้า ได้ไม่ครบ และถูกเปลี่ยนกติกาเรียกเงินคืน"
2. แอบลดค่าคะแนนรักษาพยาบาลย้อนหลัง
ระบบการเบิกจ่ายของ สปสช.ใช้วิธีคิดเป็นคะแนน (DRG/RW) ตามความยากง่ายของโรค แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สปสช.ได้ปรับลดอัตราจ่ายจาก 1 คะแนน = 8,350 บาท ลงเหลือเพียง 7,800 บาท โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซ้ำร้ายยังมีการ "เรียกเก็บเงินคืนย้อนหลัง" ในเคสที่รักษาเสร็จและจ่ายเงินไปแล้ว ส่งผลให้หลายโรงพยาบาลจู่ๆ ก็กลายเป็นหนี้ สปสช. เช่น รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น ที่ถูกเรียกเงินคืนสูงถึง 34 ล้านบาท
3. "กฎ 3%" ที่อยุติธรรม
สปสช.มีกติกาในการสุ่มตรวจเวชระเบียน 3% ของผู้ป่วยทั้งหมด หากพบว่าแพทย์กรอกเอกสารผิดพลาดหรือตกหล่น จะทำการหักคะแนนเงินคืน แต่ความเลวร้ายคือ สปสช.จะนำสัดส่วนความผิดพลาดที่เจอใน 3% นี้ ไปคูณเหมาหักเงินกับคนไข้ที่เหลืออีก 97% ด้วย แม้จะไม่ได้เปิดตรวจเอกสารเลยก็ตาม ทำให้โรงพยาบาลสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้จากการรักษาจริงไปอย่างมหาศาล
จากรายงานล่าสุดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 พบตัวเลขที่น่าตกใจว่ามีโรงพยาบาลรัฐถึง 326 แห่งที่มีเงินบำรุงติดลบ รวมมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งวิกฤตทางการเงินนี้นำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง 2 ด้านหลัก
ผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์ แพทย์และพยาบาลหลายแห่งต้องทำงานฟรี หรือรอค่าตอบแทนล่าช้านาน 6 เดือนถึง 1 ปี เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนเวียน ส่งผลให้บุคลากรด่านหน้าเกิดความท้อแท้และมีแนวโน้มลาออกจากระบบมากขึ้น
ผลกระทบต่อประชาชนผู้รับบริการ
โรงพยาบาลต้องลดยา จากที่เคยจ่ายให้ครั้งละ 2-3 เดือน เหลือเพียง 1 สัปดาห์
ยานอกบัญชีหรือยาคุณภาพสูงบางชนิดเริ่มขาดแคลน
การรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงถูกจำกัด (เช่น คนไข้เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น อาจเบิกทำได้แค่ 1 เส้น ต้องรอให้มีอาการหนักอีกครั้งจึงจะทำต่อได้)
ผู้ป่วยต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาโรงพยาบาลที่ยังเปิดรับสิทธิ
วิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการงบประมาณ 2 แสนล้านบาทของ สปสช. ว่ากำลังใช้คำว่า "ผลประโยชน์ของประชาชน" มาเป็นข้ออ้างในการผลักภาระให้โรงพยาบาลแบกรับจนถึงจุดแตกหักหรือไม่
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะไหลออกจากระบบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว "สิทธิรักษาฟรี" ของคนไทยกว่า 48 ล้านคน อาจหลงเหลือเพียงแค่ชื่อ เพราะจะไม่มีโรงพยาบาลใดที่มีศักยภาพและทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเปิดประตูรับผู้ป่วยได้อีกต่อไป


