"เอิร์ธ พงศกร" ออกโรงชี้แจงข้อเท็จจริงงบประมาณ กทม.ยุค "พล.ต.อ.อัศวิน" หลังมีกระแสพาดพิง ยืนยันบริหารเงินเกินดุลทุกปีแม้เจอวิกฤตโควิด-19 พร้อมเคลียร์ชัดวาทกรรมทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารใหม่แค่ 94 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง เผยส่งมอบ "เงินสะสมรวม" สูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้บริหารชุดปัจจุบันได้นำไปใช้ปลดหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวสำเร็จ ย้ำการออกมาชี้แจงครั้งนี้ไม่มีเจตนาวิจารณ์ใคร พร้อมส่งกำลังใจให้ "ชัชชาติ" และ ส.ก.ทำงานเพื่อคนกรุงต่อไป
จากกรณีมีรายงานว่าราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง รายงานรายรับ-จ่ายเงิน ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งประกาศฉบับนี้ลงนามโดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุถึงดุลใช้จ่ายรายรับสูงกว่ารายจ่าย 5.3 พันล้านบาท ทำให้มีชาวเน็ตออกมาชื่นชมนายชัชชาติกันเป็นจำนวนมาก
ล่าสุดวันนี้ (6 พ.ค.) เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง นักการเมืองรุ่นใหม่และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์ข้อความเรื่อง "งบประมาณของกรุงเทพมหานคร" เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงด้านการเงินในช่วงที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลบล้างความเข้าใจผิด แก่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. โดยยืนยันว่าการที่ กทม.มีงบประมาณเกินดุลทุกปีในยุคนั้นเกิดจากวินัยการเงินและการรัดเข็มขัดอย่างหนักเพื่อพยุงเมืองในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่วนปัญหาหนี้รถไฟฟ้า BTS ก็ได้มีความพยายามแก้ไขทุกวิถีทางแล้ว แต่ติดขัดที่สภา กทม. และรัฐบาลในขณะนั้นไม่อนุมัติ พร้อมทั้งหักล้างวาทกรรมที่ว่าทิ้งเงินให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียง 94 ล้านบาท โดยระบุว่าแท้จริงแล้วได้ส่งมอบ "เงินสะสมรวม" สูงถึง 76,000 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารและสภา กทม.ชุดปัจจุบันก็ได้นำเงินสะสมก้อนนี้นี่เองไปใช้ชำระหนี้รถไฟฟ้าก้อนใหญ่จนสำเร็จ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายด้วยการแสดงความยินดีและให้กำลังใจทีมผู้บริหารปัจจุบันในการทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ ต่อไปโดยไม่มีเจตนาโจมตีหรือวิจารณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
" 'งบประมาณของกรุงเทพมหานคร'
เกินดุลทุกปี-ความพยายามชำระหนี้ BTS-เงินเหลือไว้ให้ 76,000 ล้าน ไม่ใช่ 94 ล้าน
เมื่อเร็วๆ นี้มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ
ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน (ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวางผู้บริหาร กทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่)
ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.อัศวิน
1. “เงินเหลือ เกินดุล”
งบประมาณ
พ.ศ. 2560 +5,406
พ.ศ. 2561 +14,193
พ.ศ. 2562 +8,134
พ.ศ. 2563 +4,586
พ.ศ. 2564 +4,551
พ.ศ. 2565 +10,952
การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณเป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง
แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพฯ ก็เผชิญกับวิกฤต COVID-19 รัฐบาลกลางมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศ "ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90%" ติดต่อกันถึงสองปี นั่นหมายความว่ารายได้หลักของ กทม.หายวับไปปีละ 10,000 ถึง 14,000 ล้านบาท
แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพฯ ในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด
2. หนี้รถไฟฟ้า
ทุกวันนี้มีการพูดว่า กทม.ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุลอีกกว่า 5,000 ล้านบาท
ในอดีต พล.ต.อ.อัศวินพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
- ขอให้ สภา กทม.อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ
เนื่องจากสภา กทม.มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม.จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย
- จากนั้นก็ได้ไปขอสภา กทม. พร้อม "ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน" เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต
- ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลางขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ
- สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้
3. วาทกรรม "เหลือเงินให้ 94 ล้าน"
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุด คือมีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลังผู้ว่าฯ ปัจจุบันออกมาชี้แจงว่าไม่จริง)
"บัญชีเงินสะสมรวม" ของ กทม.ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้นสูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท
(เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และเพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)
ซึ่งต่อมาผู้บริหารและสภา กทม.ชุดใหม่ได้อนุมัติให้ใช้ "เงินสะสม 76,000 ล้านบาท" ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ
ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท
ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ "เกินดุล" “สมดุล” หรือ "ขาดดุล" มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ
การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม.ชุดใหม่สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
และขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ ส.ก.ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง
เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ
'กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน' "


