“ฮุน มาเนต” เสียดาย ไทยยกเลิก MOU44 ข้อตกลงทวิภาคีถูกฉีกทิ้ง กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” ภายใต้ UNCLOS เพื่อหาทางออกอย่างสันติ หวังทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ ความสุข
เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU44 แล้ว นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อคสามในเฟซบุ๊ก Hun Manet ประกาศท่าทีของกัมพูชา ดังนี้
เรียนพี่น้องร่วมชาติ
วันนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแสวงหาทางออกที่สันติและถูกต้องตามกฎหมายสำหรับข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ฝ่ายไทยประกาศถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย (MOU 2001) (หรือ MOU 44 ตามที่ฝ่ายไทยเรียก)
เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้วที่บันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย (MOU 2001) มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเล และการมีผลบังคับใช้ของ MOU แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยได้ตัดสินใจถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และสำหรับกัมพูชา เราได้ให้ความร่วมมือในการเข้าถึงกลไกทวิภาคีที่สอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอด
การถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เท่ากับเป็นการละทิ้งข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียวที่สร้างกรอบความร่วมมือทวิภาคีอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือและใช้มานานกว่าสองทศวรรษ
ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับที่จัดตั้งขึ้นภายใต้อนุสัญญานี้
ผมขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับจัดตั้งขึ้นโดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
การตัดสินใจของกัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของเราว่าทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ประชาชนของเราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และมีความสุข


