xs
xsm
sm
md
lg

เจาะบทวิเคราะห์ TAF ยกเลิก MoU 44 อาจเข้าทางกัมพูชา? เปิดเงื่อนงำ UNCLOS บังคับไทยขึ้นเขียง ‘สมานฉันท์ภาคบังคับ’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพจวิเคราะห์การทหารชื่อดังเปิดข้อมูลสำคัญ ผลกระทบเชิงลึกหากไทยตัดสินใจยกเลิก MoU 44 ระบุเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาใช้สิทธิในฐานะภาคี UNCLOS ร้องขอรายงานกำหนดเขตแดนจากคณะกรรมการระหว่างประเทศ ซึ่งไทย 'ปฏิเสธไม่ได้' โดยบทสรุปอาจนำไปสู่การเสียสิทธิเหนือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ และอาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงพื้นที่พัฒนาเจือปน (JDA) อื่นๆ ย้ำการมี MoU 44 คือเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้ไทยไม่ต้องถูกบังคับลากเส้นเขตแดนโดยคนนอก

วันนี้ (5 พ.ค.) เพจ “ThaiArmedForce.com“ เพจที่เน้นนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และบทวิเคราะห์ด้าน การทหาร เทคโนโลยีอาวุธ และอุตสาหกรรมการบิน โดยมีนายอนาลโย กอสกุล เป็นแอดมินฯ ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็นการยกเลิก MOU 44 ที่อาจทำให้ไทยต้องเผชิญกับกระบวนการ "สมานฉันท์ภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กฎหมายทะเล UNCLOS ตามที่กัมพูชาประกาศเจตนารมณ์ไว้ ซึ่งเป็นกลไกที่ไทยไม่สามารถปฏิเสธได้หากยกเลิกข้อตกลงทวิภาคีเดิม โดยคณะกรรมการระหว่างประเทศจะเข้ามาจัดทำรายงานกำหนดแนวทางเขตแดนทางทะเลเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานบังคับในการเจรจา ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าไทยจะไม่สามารถรักษาเส้นอ้างสิทธิ์เดิมตามที่เคยประกาศไว้ได้ และอาจถูกบีบให้ใช้ "เส้นมัธยะ" (Median Line) ที่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมคล้ายกรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย ส่งผลให้ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนจบลงด้วยการมีฝ่ายได้และฝ่ายเสีย แทนที่จะเป็นการเจรจาตกลงกันเองผ่านกลไกที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า

“กัมพูชาประกาศว่าถ้าไทยยกเลิก MoU44 จะแจ้ง UNCLOS เพื่อขอให้ดำเนินการกำหนดเขตแดนไทยกัมพูชาตามหลัก Compulsory Conciliation ซึ่งไทยจะถูกบังคับให้เข้าร่วมไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยจะมีคณะกรรมการมาลากเส้นเขตแดนให้ ซึ่งทำให้อย่างไรก็ตามไทยจะไม่ได้เส้นเขตแดนทางทะเลเดิมตามที่ไทยอ้างสิทธิ์ และอาจกระทบไปยังพื้นที่อื่นด้วย เช่น พื้นที่ JDA ไทย-มาเลเซีย ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายที่เชียร์ให้ยกเลิก MoU44 นั้นเข้าใจกลไกนี้หรือยัง ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจให้ข้ามไปอ่านข้อ 6 และ 7 เลย

1. รัฐมนตรีของกัมพูชาประกาศเมื่อวานนี้ว่าถ้ารัฐบาลไทยดำเนินการยกเลิก MoU44 จริง ๆ กัมพูชาซึ่งเพิ่งให้สัตยาบันต่อ UNCLOS 1982 นั้นจะขอให้ดำเนินการผ่านกระบวนการ Compulsory Conciliation หรือการสมานฉันท์ภาคบังคับในประเด็นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

2. ภายใต้มาตราที่ 298 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea 1982 ซึ่งถือเป็นธรรมนูญกฎหมายทะเลของโลก และมีลักษณะของกฎหมายจารีต ใครจะให้สัตยาบัญหรือไม่ก็สามารถอยู่ใต้บังคับของกฎหมายนี้ได้ระบุว่า รัฐภาคอาจยื่นขอตั้งข้อสงวนไม่เข้าสู่กลไกการแก้ไขข้อพิพาทเช่นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศได้ แต่ในกรณีของเส้นเขตแดนทางทะเลหรือการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เพื่ออ้างอธิปไตยเหนือน่านน้ำนั้น ถ้ารัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่เข้าสู่กลไกเหล่านั้น รัฐภาคนั้นจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เมื่อเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ และคณะกรรมการสมานฉันท์ออกรายงานออกมา แม้รายงานนั้นจะไม่ถือว่าผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐภาคี แต่รัฐภาคีจะต้องนำรายงานนั้นเป็นพื้นฐานในการเจรจา ถ้าเจรจากันไม่สำเร็จ รัฐภาคีจะต้องตกลงที่จะยื่นข้อขัดแย้งไปยังกลไกอื่น ๆ เช่นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ยกเว้นว่าทั้งสองฝ่ายมีกลไกทวิภาคีหรือพหุพาคีที่ตกลงกันได้

3. จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงกลไกนี้ได้ และจริง ๆ การมี MoU44 ก็คือการมีกลไกทวิภาคีซึ่งเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 298 ในการยกเว้นไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ แต่เมื่อยกเลิก MoU44 ไปแล้ว เท่ากับไทยเสียกลไกที่จะป้องกันตัวเองไป

4. ในกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับนี้ รัฐภาคีที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ โดย UNCLOS จะตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 คน แต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งจะสามารถตั้งคณะกรรมการได้ฝ่ายละ 2 คน รวมเป็นทั้งหมด 9 คน ซึ่งคณะกรรมการที่รัฐภาคีตั้งจะเลือกประธานที่เป็นกลาง 1 คน

คณะกรรมการนี้ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการพิจารณาข้อขัดแย้งที่กรุงเฮกจะรับฟังคำให้การจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และจะออกรายงานภายใน 12 เดือน และแม้ว่ารายงานที่ออกมาจะไม่ได้กำหนดให้มีผลผูกพันกับรัฐภาคีที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ซึ่งหมายถึงไม่ต้องดำเนินการตามรายงานแบบทุกตัวอักษร แต่ UNCLOS กำหนดให้รัฐภาคีนำรายงานนี้ไปเป็นพื้นฐานในการเจรจาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

5. กรณีการใช้กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับที่มีชื่อเสียงคือกรณีระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียในปี 2016 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเลและแหล่งก๊าซธาามชาติที่ชื่อ Greater Sunrise ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานของกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ

โดยในกรณีนี้ ออสเตรเลียกล่าวว่าเขตแดนทางทะเลระหว่างออสเตรเลียและติมอร์เลสเตควรเป็นไปตามหลัก Natural Prolongation หรือการทอดยาวตามธรรมชาติ หมายถึงพื้นดินใต้ทะเลที่ขยายออกไปตามธรรมชาตินอกอาณาเขตของดินแดนทางบกเพื่อกำหนดไหล่ทวีป ส่วนติมอร์เลสเตกล่าวว่าเขตแดนควรจะเป็นไปตามเส้นมัธยะหรือ Median Line

แม้ว่าออสเตรเลียจะคัดค้านกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับและบอกว่าเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศนั้นถูกกำหนดให้แก้ไขผ่าน Treaty on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea ไว้อยู่แล้ว แต่คณะกรรมการปฏิเสธคำคัดค้านและดำเนินการไต่สวนตามคำให้การของทั้งสองฝ่าย และออกรายงานคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายถูกบังคับให้ใช้รายงานนี้เป็นพื้นฐานในการเจรจาจนได้มาซึ่งสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศในปี 2018

ซึ่งภายใต้สนธิสัญญานี้ กำหนดให้ออสเตรเลียต้องแบ่งปันก๊าซธรรมชาติอย่างยุติธรรมกับติมอร์เลสเต จากเดิมที่ออสเตรเลียเสนอให้แบ่ง 50/50 ระหว่างสองประเทศ กลายเป็นต้องแบ่งรายได้ 70%-80% ให้ติมอร์เลสเต และยกแหล่งก๊าซธรรมชาติหลายแหล่งให้อยู่ในเขตน่านน้ำของติมอร์เลสเต

6. จะเห็นได้ว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับแล้ว ก็คล้ายกับการที่ต้องไปขึ้นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเล แม้ว่ารายงานของคณะกรรมการจะไม่เหมือนคำพิพากษาศาลโลกที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด แต่รายงานนั้นก็จะต้องเป็นพื้นฐานในการเจรจา นั่นหมายถึงจะต้องเจรจาพื้นฐานของหลักการที่รายงานวางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ค่อนข้างแน่นอนว่า ไม่ว่าด้วยวิธีใด ไทยก็ไม่สามารถได้เส้นเขตแดนทางทะเลและเส้นอ้างสิทธิ์ตามที่ไทยยึดถือแน่นอน ไม่ว่าจะอ้างว่าไทยประกาศเส้นตามพระบรมราชโองการในปีไหนก็ตาม และมีความเป็นไปได้สูงที่คณะกรรมการจะกำหนดให้ไทยและกัมพูชาต้องเจรจาเส้นเขตแดนโดยใช้เส้นมัธยะ ซึ่งแม้จะแก้ปัญหาการลากเส้นบริเวณเกาะกูดที่ผิดพลาดของกัมพูชาได้ แต่ในโซนอื่นนั้นไทยจะต้องขยับเส้นอ้างสิทธิถอยออกมาอย่างน้อยไปตามเส้นมัยธะค่อนข้างแน่นอน

7. ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ ถ้าคณะรัฐมนตรีไทยตัดสินใจยกเลิก MoU44 ไม่ว่าด้วยวิธีใด และถ้ากัมพูชาตัดสินใจยื่นเรื่องต่อ UNCLOS ให้เริ่มกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ ไทยไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้อีก ไทยและกัมพูชาจะถูกบังคับให้ยื่นเรื่องสู่ศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ แต่ถ้าตกลงกันได้ก็จะสามารถจบประเด็นข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนในทะเลได้ แต่จะค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรไทยจะไม่ได้เขตแดนตามเส้นที่ไทยอ้างฝ่ายเดียวแน่นอน โดยประเด็นเกาะกูดน่าจะจบลงโดยสมบูรณ์ แต่ไทยน่าจะต้องยอมรับเส้นเขตแดนตามเส้นมัธยะไม่ใช่เส้นที่ไทยอ้าง

ซึ่งไม่รู้ว่า ฝ่ายที่คัดค้าน MoU44 และบอกว่าไทยจะเสียดินแดน ไปจนถึงรัฐบาลและ สมช. นั้นเข้าใจกลไกของ UNCLOS ดีหรือไม่ และการตัดสินใจยกเลิก MoU44 แม้จะไม่ส่งผลร้ายแรงเหมือนการยกเลิก MoU43 แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยสละกลไกทวิภาคีที่ไทยยืนยันจะใช้มาโดยตลอดและพร้อมเข้าสู่กลไกนานาชาติ ซึ่งอาจจะจบที่ศาลโลก หรือถ้าไม่จบที่ศาลโลกก็จะมีคนมาช่วยลากเส้นเขตแดนให้ไทย จะอ้างพระบรมราชโองการว่าไทยประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลแล้วไม่ได้ หรือจะใช้กำลังทหารยึดครองก็ไม่สามารถทำได้

แต่ถึงที่สุดแล้ว การลากเส้นตามเส้นมัธยะก็ถือเป็นเส้นที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว ซึ่งไทยและกัมพูชาจะมีได้มีเสียแน่นอน ไม่มีใครได้ทั้งหมด และจะทำให้ประเด็นเขตแดนทางทะเลจบลงโดยไวในเวลาไม่กี่ปี แค่จบลงโดยไม่ได้ลากตามเส้นที่ไทยกำหนดเท่านั้น“