ทำดีแต่กลับโดนด่า? เปิดคลิปนาทีชีวิต 'หมู่ทิว' เสี่ยงตายวิ่งสกัดไฟลามทุ่งนา หวังรักษากฎหมายแก้ปัญหามลพิษ PM 2.5 แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับกลายเป็น 'ทัวร์ลงยับ!' โซเชียลแห่ถล่มเละ มองเป็นการรังแกเกษตรกรรากหญ้า ซัดเดือด 'รวยไม่มีปัญญาจับ ถนัดแต่จับคนจน'
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “พงศกร จันทิมา” หรือ “หมู่ทิว” ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะลงพื้นที่ตรวจสอบกลุ่มควันขนาดใหญ่กลางทุ่งนา โดยภาพในคลิปเผยให้เห็นนาทีที่เจ้าหน้าที่ต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ พบชาวบ้านบางส่วนพยายามหลบหนีและซ่อนตัวในคลองส่งน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่เผชิญหน้ากับชาวนาเจ้าของพื้นที่ ได้รับคำชี้แจงว่า จำเป็นต้องเผาเพราะพายุฝนกำลังจะมา หากปล่อยให้ฟางเปียกจะจัดการยาก และสู้ราคาค่าจ้างรถไถฟางไม่ไหว พร้อมอ้างว่าหน่วยงานท้องถิ่น (อสน. มโนรมย์) อนุญาตให้เผานอกเขตชุมชนได้แล้ว ทว่าทางตำรวจได้สวนกลับทันทีว่าไม่มีใครมีสิทธิ์อนุญาตขัดต่อประกาศของทางจังหวัด
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อกระแสลมแรงพัดเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จอดอยู่ริมถนน อีกทั้งกลุ่มควันยังพัดเข้าไปรบกวนชุมชนและโรงงานใกล้เคียงจนเกิดการร้องเรียน เบื้องต้นตำรวจได้ตักเตือนและเตรียมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข ฐานก่อเหตุรำคาญและสร้างมลพิษทางอากาศ ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมรวบรวมคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานเพื่อประสานผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดำเนินคดีต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากคลิปการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แทนที่จะได้รับเสียงชื่นชม กลับมีกระแสตีกลับจากชาวเน็ตจำนวนมากที่เข้ามาคอมเมนต์ตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างดุเดือด โดยมองว่าเกษตรกรรากหญ้าไม่มีทางเลือก และชี้เป้าไปที่โรงงานอุตสาหกรรมว่าเป็นตัวการใหญ่ของมลพิษมากกว่า โดยมีข้อความวิพากษ์วิจารณ์ เช่น
"พูดถึงเผาฟางข้าวตั้งแต่สมัยเราจำความได้ ชาวนาเขาก็เผาฟางทุกปีนะ จนตอนนี้เราจะอายุ 50 แล้วก็ไม่เห็นตายนะ ที่มีฝุ่น PM เยอะเพราะโรงงานมากกว่า"
"โรงงานปาล์มควันดำกลิ่นเหม็นไม่เห็นไปจับล่ะครับ จับแต่ชาวนา"
"มึงแดกข้าวมั้ย โรงงานเผาทั้งปีมึงจับมั้ย..ตอบสิ..??"
"ให้ไอ้คนออกประกาศห้าม มาลองเป็นชาวนาดูก่อนแล้วมันจะรู้"
"กฎหมายมีไว้จับกับคนยากจน คนรวยไม่มีปัญญาจับ"
"ต่อไปไม่ต้องทำนาแล้ว ให้คนออกกฎเกณฑ์กินดินกินทราย ไม่ต้องกินข้าว"
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและมุมมองที่แตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ระดับชาติ กับวิถีชีวิตและข้อจำกัดทางต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย ที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมและการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจากภาครัฐ


