"ของถูกบุกถึงที่ว่าการอำเภอ!" คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ คิกออฟขยายโครงการ "ไทยช่วยไทย" สู่ระดับรากหญ้า ปูพรมจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอ 800 แห่ง และไปรษณีย์ไทยอีกกว่า 900 จุดทั่วประเทศ ย้ำชัดไม่ใช่แค่แคมเปญลดราคาชั่วคราว แต่คือการวางรากฐานสร้างรายได้ให้ SME และชุมชน เพื่อแก้ปัญหากระเป๋าแห้งแบบยั่งยืน
วันนี้ (2 พ.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาโพสต์ข้อความเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดคิกออฟขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดสู่ที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่ง และที่ทำการไปรษณีย์ไทยรวม 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างทั่วถึงในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง
โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการบูรณาการงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เฟสแรก ทั้งการกระจายจุดจำหน่ายสินค้า 300 แห่ง การผลักดันสินค้าเอสเอ็มอีเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์แบบฟรีค่าธรรมเนียม และโครงการ Back to School ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยผ่านความร่วมมือข้ามกระทรวง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและรักษาความสมดุลให้ธุรกิจทุกระดับและชุมชนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ระบุข้อความว่า
"เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน “คิก ออฟ” การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเดินหน้าโครงการสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ มาอย่างต่อเนื่องค่ะ
• เริ่มจากเฟสแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ปูพรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดไปแล้วกว่า 300 จุดทั่วประเทศ
• จากนั้นในเฟสที่สอง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เริ่มคัดเลือก จัดหาสินค้าเอสเอ็มอี มาวางจำหน่ายบน 6 แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือฟรีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดค่าขนส่งฟรีและมอบคูปองส่วนลด 100 บาทให้ผู้บริโภคจำนวน 5 แสนใบ เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าเอสเอ็มอี
• วันที่ 30 เมษายน 2569 เริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ แบ็ค ทู สคูล ช่วยดูแลเรื่องชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน
• และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดำเนินการขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นจุดจำหน่ายสินค้า ในทุกๆ วันศุกร์ พร้อมกับเพิ่มจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศจำนวน 122 จุด ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ
ถึงตรงนี้ อยากชวนมองโครงการ “ไทยช่วยไทย” แบบต่อจิ๊กซอว์ทีละจุด แล้วมองเป็นภาพใหญ่ค่ะว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น ที่แค่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแล้ว “จบ” เท่านั้น
เพราะ “ไทยช่วยไทย” ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “หัวใจ” สำคัญ คือ เราต้องการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทยในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ราคาประหยัด เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ทุกคน
และในขณะเดียวกันเรายังมองไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร รวมถึงสร้างทักษะการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
เราเน้นให้มีการกระจายอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แบบบูรณาการ ด้วยการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการจำหน่ายสินค้าผ่านที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการจำหน่ายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย และผนึกความร่วมมือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่
หลังจากนี้ เรามีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มขึ้นอีก โดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (มาตรฐาน อย.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (มาตรฐาน มอก.) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ
ที่สำคัญเราไม่ละเลยในการดูแลสมดุลกลไกการตลาดทั้งระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ชุมชน ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมและสนับสนุนพึ่งพากันทั้งระบบ
รายเล็กอยู่รอด รายใหญ่อยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นั่นคือ หัวใจของ “ไทยช่วยไทย” ที่แท้จริงค่ะ"


