xs
xsm
sm
md
lg

‘CHROMATIC : Spectrum of Color’ สัมผัสสีสันแห่งวิถีชีวิต ผ่านผลงานภาพถ่ายโดย ‘มิก-วรวิล สนเจริญ’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATIC






บทสนทนาเกิดขึ้นท่ามกลางภาพถ่ายที่เปี่ยมด้วยสีสัน รูปทรงแห่งสถาปัตยกรรม แสงเงาที่ทาบทา และห้วงขณะแห่งวิถีชีวิตของผู้คนใน 3 ย่านการค้าสำคัญ คือทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด ที่ถูกบันทึกไว้ผ่านเลนส์กล้อง

‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATIC
‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัมภาษณ์พิเศษ ‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานภาพถ่ายในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color ซึ่งจัดกำลังแสดง ณ Tay Songwat


ประเด็นการพูดคุยอันหลากหลายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มิกได้ถ่ายทอดมุมมองต่างๆ ที่เขาได้พบเห็นระหว่างการเดินสำรวจและถ่ายภาพในย่านการค้าอันเก่าแก่

ไม่ว่านิยามของ ‘CHROMATIC : Spectrum of Color’, มุมมองด้านสถาปัตยกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต, ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economy, ความพยายามรักษารูปแบบ Original ของอาคาร สถาปัตยกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในย่าน,

เบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการ, มิติที่ 4 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการถ่ายภาพ
รวมทั้งพูดคุยถึงตัวตนใน 2 บทบาทของมิก คือ การเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาด และช่างภาพอิสระที่มีความสุขกับการ Capture moment…เฝ้ามองห้วงขณะผ่านเลนส์กล้อง


CHROMATIC… Spectrum of Color

มิกเอ่ยถึงที่มาของชื่อนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจว่า

“คำว่า CHROMATIC หมายถึง Spectrum of Color
คำว่า ‘สี’ ในที่นี้ เราไม่ได้คุยกันถึงวัตถุ Object หรือสถาปัตยกรรม แต่ ‘สี’ในนิทรรศการนี้ สื่อสารถึง ‘Way of living’ หรือวิถีชีวิต การใช้ชีวิตของผู้คน ใน Area นี้”

เหตุใด CHROMATIC - Spectrum of Color จึงกลายเป็น Topic ที่มิกสนใจ

เนื่องจากมิกมองว่า ย่านเหล่านี้เป็น ‘พหุวัฒนธรรม’
“เรามีคนไทย, คนไทยเชื้อสายจีน, คนจีน และคนอินเดีย ใช้ชีวิตร่วมกันใน Area เหล่านี้ แชร์พื้นที่ร่วมกัน ทำการค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ยังอยู่ร่วมกัน ผู้คนที่แตกต่างแต่อยู่ร่วมกัน รวมถึง สิ่งของในการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย
‘สี’ ในที่นี้ จึงไม่ใช่แค่ Object แต่เล่าถึงวิธีการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ทำให้เกิดความน่าสนใจในพื้นที่ โดยเฉพาะถ้าสังเกตเห็นจากงานที่ถ่ายมา สิ่งที่ผมนำเสนอก็คือ ‘สี’ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อในการใช้ชีวิตของผู้คน ทั้งเรื่องของการทำมาค้าขาย เรื่องของสถาปัตยกรรม เรื่องของวิถีแห่งการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ตรงนั้น เป็นแนวคิดของการนำเสนอ CHROMATIC ออกมาเป็น Exhibition”


สถาปัตยกรรมสะท้อนวิถีชีวิต

ถามว่า ในนิทรรศการ CHROMATIC คุณมองว่า สถาปัตยกรรมในย่านทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด สะท้อนยุคสมัยและวิถีชีวิตผู้คนอย่างไรบ้าง

มิกตอบว่าสถาปัตยกรรมในย่านนี้ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ที่เราเรียกว่า European Chinese มี element ของความเป็นยุโรปเข้ามา เห็นได้ว่า มี Ornament ที่หน้าอาคาร มีความเป็นฝรั่งเข้ามา แล้วก็มีความ Chinese มีความเป็นจีนเข้ามา

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่มิกพบว่ามีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ คือเมื่อเข้าไปศึกษาจริงๆ แล้ว จะพบว่ารูปแบบของอาคาร สื่อสารถึงรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น ในยุคแรกๆ ในย่านทรงวาด สังเกตได้ว่าตึกแถวหรือ Shophouse แถวนี้ค่อนข้างยาว และมีพื้นที่เป็นที่เก็บของค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ย่านทรงวาดเดิมเป็นโกดังหรือ Warehouse ของธุรกิจด้านพืชผลการเกษตร ณ จุดหนึ่งก็ถูกเปลี่ยนเป็นร้านรองเท้าหรือผลิตภัณฑ์ของเล่น เรายังเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในย่านนี้

“เพราะฉะนั้น รูปทรงของสถาปัตยกรรมจึงสื่อสารถึงฟังก์ชั่นการใช้ชีวิต การทำการค้าของคนในสมัยนั้น”
ในย่านทรงวาด ตึกแต่ละหลังยังมีช่องที่คนไว้ใช้ชักรอกของจากชั้นล่างขึ้นมาเก็บไว้ชั้นบน ตึกส่วนใหญ่ในย่านนี้ก็จะมีช่องแบบนี้อยู่ ขณะที่ย่านพาหุรัด แม้อาจมีสถาปัตยกรรมคล้ายกันแต่มี element ของ Culture แบบคนอินเดียเข้ามา ทำให้มีความแตกต่างและมีความวาไรตี้มากขึ้น


เส้นระนาบและมิติที่ 4

มิกเล่าว่าความประทับใจของการทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ สังเกตเห็นได้จากงานภาพถ่ายที่เขานำเสนอ
“ผมนำเสนอผ่านรูปทรง แสงและเงา และสถาปัตยกรรมที่มองผ่านเส้นระนาบ นี่คือ Fundamental component ของการมองความสวยงาม ของการมองสถาปัตยกรรมในแบบของผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันถูกนำเสนอออกมาในงานอย่างชัดเจน”




“จริงๆ แล้วในเรื่องสถาปัตยกรรม เรามักมีการคุยกันถึงเรื่อง ‘มิติ ที่ 4’
ปกติเรามักพูดถึงงาน 3 มิติ (*หมายเหตุ : หมายถึง ความกว้าง-ความยาว/สูง-ความลึก/ความหนา) ส่วนมิติที่ 4 คือ ‘เวลา’ หากถามว่าเวลาส่งผลต่อสถาปัตยกรรมอย่างไร นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของแสงและแต่ช่วงเวลาของวัน ทำให้เกิดเงา เกิด Effect ของภาพที่มีความแตกต่างกันไป”


“ผมสนุกกับการลองใช้เวลา กับช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวันในแต่ละสถานที่ เพราะสิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือเวลาที่แตกต่างไป Effect ของภาพหรือแสงและเงาจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราก็ไม่สามารถกลับไป Capture มันได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมตื่นเต้นกับมันทุกครั้งที่ได้เห็น ทุกวันนี้ เมื่อได้เดินบนถนนทรงวาดเอง หรือใน Area ใกล้ๆ ผมก็อยากจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพทุกครั้งเพราะเราไม่รู้ว่าจะเห็นแสงแบบนี้ เงาครั้งนี้อีกเมื่อไหร่” มิกบอกเล่าได้อย่างน่าสนใจ


เบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการ

เมื่อขอให้ช่วยเล่าเบื้องหลังความเป็นมาของนิทรรศการ CHROMATIC
มิกตอบว่า ในช่วงหลังๆ ย่านทรงวาดเป็นพื้นที่ที่มิกแวะเวียนมาบ่อยครั้งและมีโอกาสได้รู้จักกับเปิ้ล-วาสนาและเบียร์-ชาญวิทย์ ชัยพิทักษ์กุล แห่งร้าน Tay Songwat ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการในครั้งนี้ รวมทั้งเพื่อนรุ่นพี่คือจารุวรรณ ธนพัฒนากุล (ผู้ร่วมก่อตั้งเบิกบานบุรีที่เขาใหญ่และเป็นผู้มีส่วนร่วมจัดงาน WALKK: Bangkok Re-Birth นำชมวิถีชีวิตผู้คนและย่านเมืองเก่าของกรุงเทพ)

“ผมรู้จักคุณเปิ้ลคุณเบียร์มานานแล้ว ทั้งสองท่านก็แนะนำให้รู้จักคุณจารุวรรณด้วย เราจึงมีโอกาสได้คุยกันว่า ทรงวาดค่อนข้าง Popular ขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีนี้ มีทั้งนักท่องเที่ยว มีทั้งคนรุ่นใหม่ๆ แวะเวียนมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ย่านทรงวาดยังมีอะไรมากกว่านั้น”

“Area นี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสำหรับกรุงเทพและประเทศไทย แล้วเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่ถูกสื่อสารผ่านไปให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา เราจึงคิดกันว่า ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เค้าเข้าใจว่าพื้นที่เหล่านี้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กับคนไทย”

มิกเล่าว่า เพื่อนทั้ง 3 คนที่เอ่ยถึงข้างต้น ได้เอ่ยชวนเขาว่า ‘ลองไปเดินชมทรงวาดกันไหม’ จากนั้น ได้มีโอกาสพบกับ ‘ฤต นากชื่น’ นักโบราณคดี ผู้พามิกและเพื่อนทั้ง 3 คน ไปเดินสัมผัสย่านทรงวาด ตลาดน้อย เลยไปถึงปากคลองตลาดและพาหุรัดด้วย

“ย่านเหล่านี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ ซึ่งพอเรามีโอกาสได้เข้าไปเดินแล้วรู้สึกว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองข้ามไป มันเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาอย่างผมซึ่งเป็นคนกรุงเทพก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมาแถวนี้ ยกเว้นมาทรงวาดแล้วก็มาดู มาถ่ายรูปร้านกาแฟ แต่เราไม่ได้เดินเข้าไปใน Area ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริงๆ”

“เมื่อเดินเข้าไปแล้ว พบว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ มีเสน่ห์จากทั้งสถาปัตยกรรม ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้ง Object ที่อยู่ในชุมชน ทำให้เกิดเป็นแนวความคิดว่า เมื่อเราเจอสิ่งนี้แล้ว เราอยากนำมาเล่าเรื่องให้กับคนที่เข้ามาใน Area เหล่านี้ ได้เห็น ได้สัมผัส จึงเกิดเป็นไอเดียว่า เราอยากนำเสนอเป็นภาพถ่ายที่เป็น Medium ซึ่งเป็นสื่อที่ผมถนัดและใช้ในการนำเสนอ ใช้ในการถ่ายทอด Message เกิดเป็นแนวคิดที่อยากจัดเป็นนิทรรศการขึ้นมา”


กลิ่นอายความทรงจำเมื่อ 23 ปีก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว มิกเล่าว่า เขาได้ทำ Student Project เมื่อครั้งศึกษาอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม มิกได้ทำ Photo Book เก็บบันทึกเรื่องราวของพื้นที่ในย่านเยาวราช-สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและทับซ้อนกับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้

“ผมก็คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีนะ ที่เราได้กลับมามองดูว่า 23 ปีที่ผ่านไป มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ผมอยากนำเสนอสิ่งนี้ แล้วก็อยากให้ผู้คนได้เห็นว่าวิวัฒนาการของพื้นที่เหล่านี้ ย่านเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา”

นิทรรศการ CHROMATIC ในปัจจุบัน ภาพที่จัดแสดงเป็นภาพจากกล้องดิจิตัล แต่ Photobook เมื่อ 23 ปีก่อนเป็นภาพฟิล์ม
“ 23 ปีที่แล้ว ผมใช้กล้องฟิล์ม และใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cross Processing เป็นการนำฟิล์มสไลด์ มาล้างด้วยน้ำยาฟิล์มสีเนกาทีฟ ทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อเราอัดรูปออกมา รูปจะเกิดสีที่ไม่คาดฝัน
ซึ่งในแต่ละครั้งที่อัดรูป สีที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป เป็นเทคนิคที่เราได้ Inspiration จากการที่เราลงพื้นที่มาถ่ายรูป แล้วเราพบว่าคาแรคเตอร์ของสีโดดเด่นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เราได้เห็นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
รวมทั้งเรื่องของการค้า Architecture และชีวิตผู้คนที่เป็นจุดเชื่อมโยง เป็นจุดเชื่อมต่อกัน”

“นอกจากนั้นในนิทรรศการนี้ เราจะมีอีกโซน เป็นโซนเครื่องฉายสไลด์อยู่ด้านหน้า นั่นเป็นการถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ เป็นภาพถ่ายปัจจุบัน เราก็จะเห็นจุดเชื่อมโยงของการใช้สื่อที่เป็น Analog อย่างฟิล์มสไลด์และเครื่องฉายสไลด์ที่จะทำให้เรากลับไปเห็นภาพในอดีตซ้อนทับกับภาพที่อยู่ในปัจจุบันได้ชัดเจนมากขึ้น”


บางสิ่งที่คงอยู่

อดถามไม่ได้ว่า ย่าน ‘ทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คุณถ่ายภาพในนิทรรศการครั้งนี้ ก็เป็นย่านที่อยู่ไม่ไกลจากที่คุณทำโปรเจ็กต์เมื่อ 23 ปีที่แล้วที่เยาวราช สำเพ็งและพาหุรัด ในมุมมองของคุณมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง อะไรที่คงเดิม อะไรที่หายไป

มิกตอบว่า “สิ่งที่ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์คือ 23 ปีที่ผ่านไป Area นี้ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ทั้งในรูปแบบของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบของวิถีการใช้ชีวิต”

“เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ผ่านมาถึงวันนี้ พาหุรัดก็ยังเป็นตลาดผ้า ปากคลองฯ ก็ยังเป็นตลาดดอกไม้ สำเพ็งก็ยังเป็นตลาดขายของ Giftshop รูปแบบการใช้ชีวิตยังคงเดิม นี่เป็นสิ่งที่ผมประทับใจ เพราะกรุงเทพใน Area อื่นๆ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แต่ใน Area นี้ ยังรักษาภาพดั้งเดิมไว้ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีหลายอย่าง ผมมองว่า อย่างเช่นทรงวาดเอง ถึงแม้ว่าตัวอาคารยังเหมือนเดิม แต่ว่ามีเรื่องของ Modernize ต่างๆ เข้ามา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะครับ มีเป้าหมายที่ดี ทำให้ดึงดูดคนใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เราอยาก Keep มันต่อไป คือเราอยาก Keep document ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เอาไว้ เพราะ ณ วันนี้ เราเห็นว่าเริ่มมีร้านค้า คาเฟ่น่ารักๆ บนถนน หมายความว่ามันกำลังจะถูก Develop เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมเชื่อว่าชาวทรงวาดเอง ชุมชนใน Area นี้เองก็พยายามจะรักษาความเป็นต้นตำรับ หรือความเป็น Original ของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิตของทรงวาดก็ยังอยู่ เป็นการ Balance ระหว่างโลกใหม่กับโลกเก่าครับ”


ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economy

มิกสะท้อนมุมมองว่า เขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เคยไปทำงานที่ ลอนดอนและได้ใช้ชีวิตในอีกหลายประเทศ สิ่งที่เขาสนใจ คือ ณ วันนี้ ในประเทศไทยหรือในกรุงเทพเอง น่าจะมีการฟื้นฟู หรือพัฒนาย่านที่เราเรียกว่าย่านเมืองเก่า โดยรักษาภาพดั้งเดิม รักษาความเป็น Original ของย่านหรือของพื้นที่นั้นๆ ไว้ โดยที่เราใช้ความสามารถของ Creative Economy เข้ามาช่วย ทำให้ย่านเหล่านี้มีมิติมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาใช้ชีวิตในย่านที่เรียกว่าย่านเมืองเก่า และส่งผลต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ทั้งทำให้ความเป็นเมืองเก่า ความเป็น Original ของกรุงเทพกลับมาอีกครั้งนึง สิ่งนี้คือสิ่งที่มิกอยากบอกต่อ

ไม่เพียงเฉพาะในย่านเมืองเก่าเหล่านี้ แต่ในกรุงเทพ ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่พร้อมจะถูกฟื้นฟูและ Modernize ขึ้นมา แล้วดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามา สร้าง Story ใหม่ๆ 
มิกยังยกตัวอย่างย่าน Shoreditch ในลอนดอนด้วยว่ามีความคล้ายย่านทรงวาดอย่างมาก ในยุคช่วงศตวรรษที่ 20 พื้นที่ย่านนี้เป็นโกดัง เป็น Industrial ในการผลิตและเก็บของ เมื่อถึงยุคนึงก็ถูกทิ้งร้าง เป็นย่านที่ไม่มีใครสนใจ กระทั่ง ในที่สุด มีกลุ่ม Creative Economy เข้าไปฟื้นฟู 

“วันนี้ Shoreditch กลายเป็น Area ที่เราเรียกว่า Hipster Area มีคนครีเอทีฟ คนที่สนใจงานดีไซน์ งานออกแบบ งานอาร์ต เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ ทำให้พื้นที่ที่มันเคยถูกทิ้งร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้งนึง

เช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทรงวาด แต่กรุงเทพยังมีพื้นที่อีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะถูกเพิกเฉยละเลยไป แต่ถ้าเรานำสิ่งที่เรียกว่า Creative Economy เข้ามาก็จะทำให้พื้นที่เหล่านั้นน่าอยู่มากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”


2 บทบาทที่แตกต่างและเชื่อมโยง

สำหรับความเป็นมาของชายคนนี้ ในการก้าวเข้ามาสู่บทบาทของช่างภาพอิสระ และมีนิทรรศการภาพถ่ายเป็นครั้งแรก ก็นับว่าน่าสนใจคล้ายมีหลายเฉดสี ไม่ต่างจากภาพของเขา

นอกจากการเป็นช่างภาพอิสระแล้ว มิกยังทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดด้วย ส่วนงานช่างภาพอิสระนับเป็นอีก Moment หนึ่งที่ทำด้วยความรักในศิลปะแห่งการถ่ายภาพ

“โดยหน้าที่ของผม ผมทำงานใน Agency โฆษาซึ่งดูแลเรื่องการวางกลยุทธ์ทางการสื่อสารทางการตลาด ทำพวกโฆษณา แคมเปญ Branding ให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ ทั้ง Global Brand และ Local Brand ด้วย”

“ผมทำงานนี้มาเกือบ 20 ปีแล้วครับ แล้วก็มีช่วงที่ไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ ที่ลอนดอนด้วย ช่วงปี 2022-2023 นอกจากงานหลักแล้วผมก็สนใจการถ่ายภาพมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสทำออกมาในรูปแบบ Exhibition ครั้งนี้เป็นครั้งแรก”

แล้วการเป็นช่างภาพอิสระมอบอะไรให้ชีวิตบ้าง

มิกตอบว่า “คำถามนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งหาคำตอบ ว่าทำไมเราสนุกกับการถ่ายภาพและทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดไปพร้อมๆ กัน ผมว่า 2 Role นี้ มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เราเป็น Storyteller เราเป็นนักเล่าเรื่อง”

“ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เราเล่าเรื่องผ่านความเข้าใจของผู้คน ผ่านพฤติกรรมของผู้คน การสังเกตพฤติกรรมของผู้คน แต่การเป็นช่างภาพ เราเล่าผ่านพื้นที่ แสง สี แต่ทั้งสองบทบาทนี้ก็คือการสื่อสารข้อความที่เราอยากสื่อไปถึงคนฟัง ถึงผู้รับสารของเรา เป็น Process เดียวกัน แต่ว่าใช้จุดตั้งต้นและวิธีการที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนุกกับทั้งสองอย่างไปในเวลาเดียวกัน”

“เวลาเราทำแบรนด์ เราสื่อสารในเรื่องของแบรนด์ แต่งานภาพถ่าย คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารจริงๆ”




ทราบว่าคุณยังเป็นช่างภาพถ่ายภาพนักกีฬาด้วย คุณร่วมงานกับ CrossFit Inc. และได้เป็นช่างภาพในงาน CrossFit Regional Games ในหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียได้อย่างไร






มิกตอบว่า “มีอีก Another Part ที่ผมสนใจ คือผมเป็นคนออกกำลังกาย เล่นกีฬา และเมื่อครั้งไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (MBA : University of Massachusetts-Boston) ก็มีโอกาสได้เล่นกีฬาที่เรียกว่า CrossFit เมื่อกลับมาที่เมืองไทย ก็มีโอกาสได้อยู่ในกลุ่ม CrossFit ที่เป็น Community ทั้งในเอเชียเลย แล้วผมชื่นชอบการถ่ายภาพอยู่แล้ว มีโอกาสได้เข้าไปร่วมในการถ่ายภาพการแข่งขัน ใน Scale ที่เป็น Local ทั้งในเมืองไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง บาหลี และเกาหลีใต้ ก็ไปเข้าตา CrossFit Organization ที่อเมริกา เค้าจึงติดต่อมา ช่วงนั้นเป็นปี 2019 มีงาน CrossFit Regional ที่เซี่ยงไฮ้ เค้าก็ติดต่อให้ผมไป เพราะเค้าต้องการคน Local ที่รู้จักกับ Community ในเอเชียเข้าไปร่วมด้วย”




“ผมทำงานกับคนที่อยู่ในวงการ CrossFit ทั้งในและต่างประเทศ พวกเค้าก็จะรู้จักและ Recommend ผมให้กับ CrossFit ที่อเมริกา ผมจึงมีโอกาสไปร่วมงานกับ CrossFit Organization ที่อเมริกา ที่เค้ามาจัดที่เซี่ยงไฮ้ แล้วก็มีโอกาสได้พบกับทั้งช่างภาพและผู้สื่อข่าวกีฬาจากต่างประเทศ รวมทั้งนักกีฬาจากต่างประเทศอีกมากมายครับ เป็นอีกหนึ่งความสนใจ”


แต่ไม่ว่าบทบาทของการเป็นนักกลยุทธ์ทางการตลาดหรือการเป็นช่างภาพอิสระ

ณ วันนี้ มิกยอมรับว่า…
“วันนี้ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือการ Capture moment เล็กๆ ที่หลายๆ คน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ”



สัมผัสผลงานและตัวตน ของ ‘มิก สนเจริญ’ ที่ถ่ายทอดแต่ละห้วงขณะผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ได้อย่างมีมิติ เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแฝงไว้ด้วยความหมายที่น่าสนใจ
……..
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, วรวิล สนเจริญ
เอื้อเฟื้อสถานที่ : Tay Songwat
นิทรรศการ CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color จัดแสดง ณ TAY Songwat (ถนนทรงวาด) ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569