คนที่สภาพร่างกายไม่แข็งแรง เมื่อมีอาการป่วยก็มักจะหายยาก ฟื้นตัวช้า เพราะมีความอ่อนแอภายในเป็นทุนเดิม เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน เราผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ แต่ก็ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เมื่อหมดโรคระบาด ก็เจอกับสงครามการค้าโลก และวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบถึงห่วงโซ่อุปทานทุกอุตสาหกรรมของไทยไปจนถึงผู้บริโภคอย่างห้ามไม่ได้ บวกกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเราไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสูงสุด ภัยใกล้ตัวที่กดดันรัฐบาลให้กลับมาคิดถึงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
ภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 คือการพิสูจน์ว่าสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” สามารถก่อให้เกิด ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจที่จับต้องได้ภายใต้แรงกดดันของเวลาอย่างไร เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ พร้อมการรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โจทย์ใหญ่ที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าหากต้องการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ต้องทำอย่างไรให้รายได้ให้กับรัฐเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กันกับรายจ่ายที่แน่นอนจะต้องเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงทางการค้าและเชิงโครงสร้างต่างๆ
ด้วยข้อจำกัดทางเวลาและการยุบสภาที่ผ่านมา ทำให้หลายโครงการที่มุ่งเน้นการจัดเก็บรายได้รัฐเพิ่มเติมยังคงค้างคาและรอการสานต่ออย่างเป็นรูปธรรม เมื่อรัฐบาลปัจจุบันมีวาระการทำงานที่เต็มรูปแบบถึง 4 ปี จึงเป็นโอกาสทองที่จะต้องเร่งเครื่องนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อลดการขาดดุลท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นโยบายแรกที่ต้องได้รับการหยิบยกขึ้นมาพร้อมกับดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างรอบคอบ คือ การเดินหน้าปรับปรุงโครงการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม หรือ “TISA” ซึ่งถือเป็นกลไกที่สอดรับกับสภาวะสังคมสูงวัยขั้นสูงสุดของประเทศไทย และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม เพราะโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระงบประมาณสวัสดิการของภาครัฐในระยะยาวผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการออมด้วยตัวเอง แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี
โดยการมอบแรงจูงใจให้ชนชั้นกลางในขณะที่สามารถจัดเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงการยังต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้เกิดการยอมรับและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในสังคมโดยควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนและการสร้างความเข้าใจแก่ภาคประชาชนรวมถึงตลาดทุน เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์จะส่งผลดีต่อผู้เสียภาษีทุกรายอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ ในฝั่งของกรมสรรพากรยังต้องพิจารณาเรื่องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งมีแผนที่จะทำนานแล้ว แต่ยังคงชะลอไว้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ แม้จะเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ แต่ด้วยวิกฤตค่าครองชีพในปัจจุบันทำให้โครงการนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพราะจะกระทบประชาชนในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงควรให้ความสำคัญกับแหล่งรายได้ใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง และสามารถทำได้เลยอย่างกรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต โดยในปี 2569 ศุลกากรได้เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาทแรก เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้เข้ารัฐ และยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าพัสดุกล่องย่อยให้อยู่ในระดับเพดานสูงสุด ซึ่งแนวคิดนี้จะสามารถปกป้องผู้ประกอบการไทยจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทุ่มตลาดได้ด้วย
สำหรับกรมสรรพสามิต ได้มีการเริ่มจัดเก็บภาษีจากสินค้าใหม่ๆ เช่น คาร์บอน ความเค็ม ความหวาน หรือแบตเตอรี่ แต่รายได้ส่วนใหญ่ของกรมสรรพสามิตยังคงมาจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น บุหรี่ ที่แม้จำนวนผู้สูบบุหรี่ที่แทบจะคงที่ แต่การจัดเก็บรายได้กลับลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตราที่ใช้อยู่ทำให้ผู้ผลิต และผู้นำเข้าทุกรายลดราคาลงไปแข่งกันในตลาดราคาประหยัดที่มีอัตราภาษีต่ำ ประกอบกับมีการเพิ่มขึ้นของสินค้ายาสูบผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า
กรมสรรพสามิตตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอย่างดีจากการศึกษามายาวนานหลายปีตั้งแต่สมัย ดร.เอกนิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตอยู่ จึงเตรียมพร้อมนำเสนอการปรับโครงสร้างภาษีเป็นรูปแบบ “อัตราเดียว” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2568 แต่ก็ไม่ทันก่อนการยุบสภา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้วก็ควรเป็นหนึ่งโครงการที่ควรรีบหยิบขึ้นมาทำต่อโดยเร็วที่สุด เพราะตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตรา รัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจะเก็บได้ไปแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท
มากกว่าการตระหนักรู้ว่าปัญหาคืออะไร ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องกล้าทำ กล้าตัดสินใจ ให้ความรู้ความเข้าใจของเทคโนแครตถูกเปลี่ยนจากคำพูดให้กลายเป็นการกระทำที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้ เริ่มจากโครงการที่ได้ทำการศึกษาไว้ถี่ถ้วนแล้วว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐได้จริง สิ่งที่ ดร.เอกนิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรทำคือการสื่อสาร สร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคมว่าโครงการเหล่านี้ไม่ใช่การบีบบังคับในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางการคลัง ที่จะพาเศรษฐกิจไทยรอดจากวิกฤตอย่างยั่งยืน


