สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดสุโขทัย ได้จัดงานประชุมสามัญประจำปีของแต่ละสมาคมขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีสมาชิกชาวไร่เข้าร่วมรวมกว่า 2,000 คน แสดงพลังความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น วอนรัฐบาลใหม่แก้ปัญหารายได้ภาษีบุหรี่ บุหรี่เถื่อน เพิ่มมูลค่าใบยาสูบ และ ตั้งกองทุนช่วยเหลือ คืนเงินเข้ากระเป๋าชาวไร่และชุมชนยาสูบ
ในงานประชุมของสมาคมชาวไร่ยาสูบฯ จ.สุโขทัย ได้มีการแสดงความยินดีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในพื้นที่อย่างอบอุ่น โดยมี ส.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 สุโขทัย ส.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมทั้งอดีต ส.ส.พรรณศิริ กุลนาถศิริ เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้
นายประเสริฐ สงวนทรัพย์ นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า “ชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและค่าปัจจัยต่างๆ ที่พุ่งสูงขึ้นไม่ต่างจากเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่น เพราะปุ๋ย แรงงาน และน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักในการทำไร่ยาสูบ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเฉพาะตัวของอุตสาหกรรมยาสูบ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ลดลง บุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ และการละเลยในการพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ แต่กลับนำภาษียาสูบไปจ่ายให้กองทุน สสส.ปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังค้างคามานานหลายปี พวกเราเสนอข้อเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาช่วยแก้ไข ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เด็ดขาดเสียที พวกเราหวังว่ารัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีความเสถียรภาพและเข้าใจคนในพื้นที่ จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาให้ชาวไร่ยาสูบได้อย่างรวดเร็วและจริงจัง”
ขณะที่งานประชุมของสมาคมชาวไร่ยาสูบฯ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งจัดตรงกับงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ ส.ส. ซึ่งมาจากพรรคเดียวกันทั้งจังหวัดไม่สามารถเข้าร่วมพบปะชาวไร่ยาสูบได้ จึงมีเพียงนายจักรัตน์ พั้วช่วย ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมงาน ชาวไร่ยาสูบยังคงใช้โอกาสนี้ชี้แจงปัญหาในอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมาหลายปีแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และจำเป็นต้องได้รับการสานต่อจากรัฐบาลชุดใหม่อย่างเร่งด่วน
นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า “การใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา ตั้งแต่ปี 2560 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปากท้องของเกษตรกร โดยโควตาการปลูกถูกปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ทำให้เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนในชุมชนหายไปกว่า 900 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ปัญหาบุหรี่เถื่อนยังคงเป็นวิกฤตซ้ำเติม ซึ่งปัจจุบันกินส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 1 ใน 4 ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไปถึง 26,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงขาดนโยบายที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ เหมือนในระดับสากล ทำให้ชาวไร่เสียโอกาสในการพัฒนาและปรับตัวตามกลไกตลาดโลก”
นายสงกรานต์ได้เน้นย้ำถึง 4 ข้อเรียกร้องหลักเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยาสูบไทย โดยประการแรกคือควรมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้มีความเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบกับชาวไร่ ประการต่อมาคือการยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายที่ขายกันทั่วไปทั้งออนไลน์และร้านค้าให้เข้มงวดขึ้น จับผู้กระทำผิดทั้งขบวนการให้ได้ และยึดทรัพย์ไปเลย การพิจารณากฎหมายที่เปิดโอกาสให้ชาวไร่สร้างมูลค่าให้ใบยาสูบได้ เช่น การสกัดนิโคตินจากใบยาเพื่อส่งออกน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินถุง และประการสุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนชาวไร่เพื่อช่วยเหลือหรือประกันภัยพืชยาสูบ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับอาชีพยาสูบ ซึ่งในปี 2568 พื้นที่ปลูกยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์สามารถสร้างผลผลิตเพื่อการส่งออกได้สูงถึง 4.2 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 705 ล้านบาท สะท้อนถึงบทภาพสำคัญของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ที่มีต่อภาคกลางตอนบน
ทั้งนี้ ตัวแทนชาวไร่ยาสูบทั้งสองจังหวัดได้ฝากความหวังไปยังรัฐบาลใหม่ให้ช่วยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น เพราะยาสูบไทยไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับผลิตบุหรี่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพดีที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท โดยเกษตรกรไม่เคยหยุดพัฒนาคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มคุณภาพยาสูบไทยสู่ตลาดโลก และขอให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต


