ความยั่งยืนของท้องทะเลไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน อย่างเช่น ชาวประมงชายฝั่งคลองเทียน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่กำลังขับเคลื่อนการอนุรักษ์ควบคู่กับการทำประมงอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไก “ธนาคารปูม้า”
ท้องทะเลชายฝั่งคลองเทียน อำเภอชะอำ ในวันนี้ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่นี้ส่วนหนึ่งมาจากคำมั่นสัญญาของสมาชิกประมงพื้นบ้าน ที่ร่วมกันปกป้องทรัพยากรปูม้าให้คงอยู่กับทะเลผืนนี้
ทุกครั้งที่ออกเรือวางลอบดัก หากพบแม่ปูมีไข่นอกกระดอง โดยเฉพาะแม่ปูไข่ดำ จะส่งไปให้ “ธนาคารปูม้า” อย่างน้อยลำละ 1 ตัว เพื่อให้ชีวิตเล็กๆ อีกนับแสนได้เข้าสู่กระบวนการฟักไข่ ก่อนที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
ขั้นตอนการดำเนินงาน เมื่อได้รับแม่ปูม้า จะนำไปพักไว้ในกระบะอนุบาล เพื่อให้แม่ปูสลัดไข่ออกจนหมด ก่อนจะแยกแม่ปูออก โดยไข่ปูที่ได้จะมีลักษณะเป็นตัวอ่อนคล้ายไรทะเล ซึ่งแม่ปูม้าขนาดสมบูรณ์เพียง 1 ตัว สามารถให้ไข่ได้มากถึง 300,000 ถึง 400,000 ตัว ภายหลังผ่านระยะฟักตัวประมาณ 4 วัน ลูกปูม้าจะแข็งแรง อยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่จะปล่อยลงทะเล ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการรอดและฟื้นฟูประชากรปูม้าได้ในระยะยาว และแม่ปูม้าหลังจากสลัดไข่แล้วก็จะนำไปจำหน่าย เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นกองทุนสำหรับบริหารจัดการธนาคารปูม้า ทั้งในด้านอุปกรณ์และการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากการอนุรักษ์แล้ว ชุมชนยังปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” โดยเรือประมงกว่า 40 ลำได้นำปลาหมอคางดำมาสับใช้เป็นเหยื่อในการดักปูม้า แทนปลาเหยื่อชนิดอื่นที่มีราคาสูง ซึ่งเรือแต่ละลำจะใช้ปลาหมอคางดำประมาณ 20 กิโลกรัมต่อการวางลอบ 1 คืน รวมๆ แล้วจะช่วยกำจัดปลาหมอคางดำได้ราว 8-9 ร้อยกิโลกรัม
วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการทำประมง แต่ยังเป็นการกำจัดปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดรุกราน ให้ออกจากระบบนิเวศในแหล่งน้ำและชายฝั่งไปพร้อมกัน
จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลแบบมีส่วนร่วม ที่ผสานทั้งมิติการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพประมงและระบบนิเวศในระยะยาว


