xs
xsm
sm
md
lg

คดีพลิก! "บังหล่า" รปภ.ดาวติ๊กต็อก ไม่ได้โดน ม.112 เพจดังแฉความจริงตกเป็นเหยื่อการเมือง-ข่าวปลอมทำชีวิตพัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของสังคมออนไลน์ไทย เมื่อคดี "บังหล่า" พนักงานรักษาความปลอดภัยดาว TikTok ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ว่าเจ้าตัวไม่ได้ถูกดำเนินคดี ม.112 แต่เป็นผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเองในฐานะ "ผู้เสียหาย" จากการถูกตัดต่อภาพล้อเลียนสถาบันฯ ทว่ากลับตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล ซ้ำยังถูกกลุ่มการเมืองฉวยโอกาสโยงประเด็นเพื่อโจมตีข้อกฎหมาย จนส่งผลกระทบต่อชีวิตและการทำงาน

จากกรณีเพจ "ซีนิว วิวเว่อร์ 4K" ได้สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ "บังหล่า" พนักงานรักษาความปลอดภัยที่โด่งดังจนมียอดวิวนับสิบล้านบน TikTok แต่ต้องมาตกงานและถูกลิดรอนสิทธิ หลังมีชาวเน็ตนำภาพของเขาไปตัดต่อคู่กับบุคคลสำคัญ ตำรวจได้ลงพื้นที่ไปหาเขาถึงที่ทำงาน แม้ว่าบังหล่าจะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำคอนเทนต์การเมือง และไม่ได้แอบอ้างใดๆ ก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้บังหล่าดำเนินการดังนี้ ลบคลิปในช่อง TikTok ของตัวเองทั้งหมด ต้องตัดผมทรงสกินเฮด เพื่อให้หน้าตาไม่เหมือนบุคคลดังกล่าว ต้องสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าหากจะไลฟ์สด

ทางเพจได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า การกระทำของตำรวจเป็นการ "ทำเกินหน้าที่หรือไม่?" และสรุปแล้วบังหล่ามีความผิดอะไร เพียงแค่มีใบหน้าลักษณะนี้ ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิต หรือเล่นโซเชียลมีเดียเหมือนคนปกติทั่วไปหรือ?

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เม.ย. เพจ "ปราชญ์ สามสี" ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ชี้กรณีของ "บังหล่า" ชี้กรณีดรามา "บังหล่า" รปภ.ดาว TikTok ที่ต้องตกงานและลบคลิปทั้งหมด แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ถูกดำเนินคดี ม.112 จากการมีใบหน้าคล้ายบุคคลสำคัญตามที่มีการปั่นกระแสข่าวปลอม แต่เขาคือ "ผู้เสียหาย" ที่รีบเข้าไปแจ้งความด้วยตัวเองเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังถูกมือดีนำภาพไปตัดต่อล้อเลียนสถาบันฯ ทว่าการบิดเบือนข้อมูลในโลกออนไลน์กลับสร้างความหวาดกลัวจนเขาต้องลบคลิปหนีเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งเรื่องนี้ยังถูกกลุ่มการเมืองฉวยโอกาสนำไปโหนกระแสโจมตี ม.112 เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมที่ชี้ให้เห็นว่าข่าวปลอมและการถูกโยงเป็นเครื่องมือทางการเมือง สามารถทำลายชีวิตคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำได้อย่างโหดร้ายโดยที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า

"อัปเดตข่าวเพิ่มเติม: คดีพลิก! “บังหล่า” ไม่ได้โดนคดี ม.112 แต่เป็นฝ่ายไปแจ้งความเอง หลังถูกนำภาพไปตัดต่อเสียหาย
คดีนี้เริ่มพลิกชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อข้อมูลที่ออกมาตรงกันว่า “บังหล่า” หรือพี่รุ่งอรุณ ไม่ใช่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 อย่างที่บางกระแสพยายามปั่นกันในโลกออนไลน์ แต่กลับเป็น “ผู้เสียหาย” ที่ถูกคนอื่นนำภาพไปตัดต่อในลักษณะเสียหาย จนเจ้าตัวตกใจและรีบเดินทางไปแจ้งความเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยตัวเอง

เรื่องเดิมที่ถูกแชร์กันคือ บังหล่าเป็นพนักงาน รปภ.คนธรรมดา ใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำ และเล่น TikTok ตามประสาคนทั่วไป แต่เพราะหน้าตาของแกถูกบางคนแซวว่าคล้ายบุคคลสำคัญ จึงกลายเป็นช่องให้มีคนไม่หวังดีแคปภาพไปตัดต่อ แล้วนำไปใช้ในทางล้อเลียนสถาบันฯ จนเรื่องบานปลายในโลกออนไลน์

พอเจ้าตัวรู้เรื่อง สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การโต้เถียงทางการเมือง แต่คือการไปแจ้งความกับตำรวจ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ทำภาพ ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ และไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลถึงที่ทำงานของบังหล่า ซึ่งเป็นขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากนั้นกลับมีกระแสในโลกออนไลน์บิดเบือนว่า “บังหล่าโดนแจ้งจับ ม.112” ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามที่เล่ากันมา คือบังหล่าเป็นคนไปแจ้งความเอง เรื่องจึงกลายเป็น “คดีพลิก” เพราะคนที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นผู้ต้องหา แท้จริงแล้วอาจเป็นคนที่ถูกนำภาพไปใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะบังหล่าเป็นเพียงคนทำงานธรรมดา ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักเคลื่อนไหว และไม่ได้มีพื้นที่สื่อมากพอจะอธิบายตัวเอง เมื่อข่าวถูกปั่นซ้ำๆ เจ้าตัวจึงเกิดความเครียด หวาดกลัว และไม่สบายใจอย่างหนัก ถึงขั้นต้องลบโพสต์ใน TikTok และหลบหน้าผู้คน เพราะกลัวว่าเรื่องจะบานปลายไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังถูกนักการเมืองและกลุ่มการเมืองบางฝ่ายหยิบไปใช้เป็นประเด็นโจมตีมาตรา 112 ทันที ทั้งที่แก่นของเรื่องยังไม่ใช่การที่บังหล่าถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้ แต่เป็นเรื่องของการนำภาพคนธรรมดาไปตัดต่อเสียหาย แล้วมีบางกลุ่มนำข่าวที่คลาดเคลื่อนไปขยายผลทางการเมือง

นี่จึงไม่ใช่แค่ข่าวของบังหล่าคนเดียว แต่เป็นบทเรียนใหญ่ของสังคมออนไลน์ไทยว่า ข่าวปลอมและการบิดเบือนสามารถทำให้ “ผู้เสียหาย” กลายเป็น “จำเลยสังคม” ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเมื่อการเมืองเข้ามาโหนกระแส ความจริงก็ยิ่งถูกกลบด้วยเสียงเชียร์ เสียงด่า และวาทกรรมที่แต่ละฝ่ายสร้างขึ้นมา

กรณีนี้จึงควรถูกมองอย่างระมัดระวังว่า เรากำลังเห็นคนธรรมดาถูกลากเข้าไปอยู่กลางเกมการเมือง ทั้งที่เขาอาจไม่ได้ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องเลย สิ่งที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่าใครได้ประโยชน์จากกระแสนี้ แต่ต้องถามด้วยว่า ใครเป็นคนเริ่มบิดเบือน ใครเป็นคนขยายข่าวผิด และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของบังหล่า

ท้ายที่สุด “คดีพลิก” ครั้งนี้กำลังบอกเราว่า อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่ถูกปั่นขึ้นมาในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องที่โยงกับการเมืองและมาตรา 112 เพราะบางครั้งคนที่ถูกชี้นิ้วว่าเป็นผู้กระทำผิด อาจเป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกคนอื่นเอาภาพไปใช้ แล้วต้องมารับแรงกระแทกจากเกมการเมืองที่ตัวเองไม่ได้เริ่มเลย"