xs
xsm
sm
md
lg

ฉีกมายาคติ "ขุดคลองดีกว่า" นักยุทธศาสตร์ชี้ "แลนด์บริดจ์" 1 ล้านล้าน คือไพ่ตายพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ คุณณัฏฐ์ มงคลนาวิน ที่ออกมาเบรกความคิดเดิมๆ โดยชี้ให้เห็นว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ "ทางผ่าน" แต่ต้องการ "จุดพักและกระจายสินค้า" พร้อมฟาด 4 เหตุผลเน้นๆ ว่าทำไมแลนด์บริดจ์ถึงตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็น "เกราะคุ้มกัน" ชั้นดีท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ณัฏฐ์ มงคลนาวิน" นักวางแผนยุทธศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ยุทธศาสตร์โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งนำเสนอเหตุผลว่าทำไมโครงการนี้จึงตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่มากกว่า "การขุดคลอง" โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"ในนาทีที่รัฐบาลเตรียมชงโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่า 1 ล้านล้านบาทเข้า ครม.ในเดือนมิถุนายนนี้ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่หนาหูที่สุดคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "ใครจะบ้ามายกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากเรือ แล้วใส่รถไฟไปลงเรืออีกฝั่งให้เสียเวลา? สู้ขุดคลองให้เรือแล่นผ่านทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ?"

​ในฐานะนักยุทธศาสตร์ ผมอยากชวนทุกท่านถอดแว่นตาโลจิสติกส์แบบเดิมๆ แล้วมามอง "ความจริงชุดใหม่" ของโลกการค้ายุค 2026 ที่ความเร็วไม่ได้วัดกันแค่ที่นอตของเรือ แต่วัดกันที่ "ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน"

​1. เลิกมอง Land Bridge เป็นแค่ "ทางลัด" แต่จงมองเป็น "โรงแยกสินค้าโลก"
​ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าเรือทุกลำจะขนตู้คอนเทนเนอร์จากต้นทางไปถึงปลายทางโดยไม่แวะพัก แต่ในความเป็นจริงโลกการเดินเรือใช้ระบบ Hub & Spoke มานานแล้ว เรือแม่ขนาดใหญ่ (Mothership) ไม่ต้องการเสียเวลาแวะทุกพอร์ตเล็กๆ สิ่งที่แลนด์บริดจ์มอบให้จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือ "จุดถ่ายลำ (Transshipment Hub)":
​การคัดแยกและกระจายสินค้า: สินค้าบางส่วนในตู้คอนเทนเนอร์อาจถูกนำลงเพื่อกระจายต่อผ่านรถไฟไปจีน หรือเพื่อนบ้านอาเซียน ซึ่งการแล่นเรือผ่านคลองเฉยๆ ทำไม่ได้

​การเพิ่มมูลค่า (Value-Added): สินค้าสามารถเข้าสู่ Free Trade Zone บนบกเพื่อทำการแบ่งบรรจุ (Break-bulk) หรือแปรรูปเบาก่อนส่งออกไปใหม่ นี่คือการสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่ค่าผ่านทาง

​2. มายาคติเรื่อง "การยกตู้เสียเวลา"
​ในยุค 2026 เทคโนโลยี Automated Terminal และ Double-Stack Rail ทำให้การยกตู้คอนเทนเนอร์ทำได้รวดเร็วปานสายพานลำเลียง การรอคิวเข้าคลอง (Queueing Time) ที่บางครั้งต้องรอเป็นวันๆ ในเส้นทางเดินเรือหลัก อาจใช้เวลานานกว่าการยกตู้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งข้ามฝั่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงเสียอีก

นอกจากนี้ การขุดคลองยังมีต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูงเกินไป ทั้งเรื่องความมั่นคงจากการแยกแผ่นดิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ขัดต่อเกณฑ์การลงทุนระดับโลก (ESG)

​3. ประโยชน์ส่วนเพิ่ม: มากกว่าแค่โลจิสติกส์
​แลนด์บริดจ์ยังมี "มูลค่าแฝง" ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ของเรา:
​Strategic Energy Hub: สามารถวางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซ (Pipeline) ขนานไปกับเส้นทางราง ช่วยให้มหาอำนาจที่กระหายพลังงานมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการส่งผ่านพื้นที่ขัดแย้ง
​อุตสาหกรรมต่อเนื่อง: การที่มีสินค้ามาพักบนบก จะดึงดูดอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนและศูนย์กระจายสินค้าไฮเทคมาตั้งฐานผลิตในไทย
​การพัฒนาคน: ไทยจะยกระดับจาก "ผู้ใช้แรงงาน" ไปสู่ "ผู้บริหารจัดการเทคโนโลยีโลจิสติกส์" ระดับสากล

​4. วาล์วระบายความเครียดของมหาอำนาจ
​แลนด์บริดจ์คือ "เกราะคุ้มกันภูมิรัฐศาสตร์" ชั้นดี เมื่อช่องแคบมะละกาถึงจุดวิกฤต และช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงต่อภาวะสงคราม โลกต้องการเส้นทางที่มหาอำนาจทุกฝ่ายสามารถ "ร่วมเป็นเจ้าของ" (Global Public Goods) การที่สินค้าถูกยกขึ้นมาอยู่บนบกไทย ทำให้เรามีอำนาจในการบริหารจัดการ (Leverage) สูงกว่าการปล่อยให้เรือวิ่งผ่านน่านน้ำไปเฉยๆ

บทวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์และข้อควรระวัง โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
​"ทรัพยากรล้ำค่า มักมาพร้อมภัยคุกคามเสมอ แต่ถ้าเราบริหาร 'ความเป็นเจ้าของ' ให้เป็นเกราะคุ้มกัน... แลนด์บริดจ์จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดของคนไทยครับ"

​อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คือบทวิเคราะห์ตามทิศทางยุทธศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งเราคงต้องรอสรุปที่ชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้งว่าจะมีรายละเอียดอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องกติกาการประมูลในไตรมาส 3 และสัดส่วนการร่วมทุนสากล ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นหมากที่ทำให้ไทยรุ่งโรจน์ หรือจะกลายเป็นกับดักที่มหาอำนาจใช้เป็นสมรภูมิ"