ธนาคารกลางเขมรรุดแจง หลังผู้เสียหายธนาคาร Huione ถูกปิดรวมตัวบุกหน้าสำนักงาน อ้าง Huione Pay ชำระหนี้ครบถ้วนและปิดบริษัทแล้วเมื่อ มิ.ย. 68 คำร้องที่เกิดขึ้นทีหลังอยู่นอกการกำกับดูแล แต่ผู้เสียหายยังใช้สิทธิฟ้องร้องตามกฎหมายกัมพูชาได้ ส่วน H-Pay อยู่ระหว่างชำระบัญชี ให้เจ้าหนี้ยื่นหลักฐานใน 30 วัน
วันที่ 27 เม.ย. ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์ชี้แจงแนวทางการเรียกร้องสิทธิของเจ้าหนี้บริษัท Huione Pay และ H-Pay Service ที่ถูกสั่งปิด ภายหลังมีกลุ่มผู้เสียหายราว 200 คนรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ในกรุงพนมเปญ พร้อมปิดถนนนานหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา
NBC ระบุว่า ได้หารือกับตัวแทนผู้ประท้วง 10 คน เพื่ออธิบายขั้นตอนและสถานะการดำเนินการ หลังจากที่ใบอนุญาตของทั้งสองบริษัทถูกเพิกถอน โดยย้ำว่าผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของ Huione Pay ยังสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นฟ้องผ่านกระบวนการศาลได้ตามกฎหมายของกัมพูชา
สำหรับกรณี Huione Pay นั้น ธนาคารกลางชี้ว่า บริษัทได้ดำเนินกระบวนการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว และได้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ครบถ้วนภายหลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต ส่งผลให้ภาระผูกพันทางการเงินและการกำกับดูแลสิ้นสุดลง นอกจากนี้ บริษัทยังถูกลบออกจากทะเบียนพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ทำให้คำร้องใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังไม่อยู่ในขอบเขตการกำกับของ NBC อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม NBC ย้ำว่า ผู้ที่ยังคงอ้างสิทธิเป็นเจ้าหนี้สามารถดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ส่วนกรณี H-Pay Service ธนาคารกลางระบุว่า ใบอนุญาตของบริษัทถูกเพิกถอนเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา และได้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเมื่อวันที่ 10 เมษายน เพื่อดูแลกระบวนการชำระบัญชี โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ยื่นเอกสารหลักฐานประกอบคำร้องภายใน 30 วัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นระบบและโปร่งใส
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของ Huione Pay อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2568 หลังจากโดนข้อกล่าวหาด้านการฟอกเงินและอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมหาศาลที่เชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ และการโจรกรรมทางไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ
นอกจากนั้น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรและขึ้นบัญชีดำกลุ่มธุรกิจ Huione เนื่องจากมองว่าเป็นสถาบันการเงินที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมืดและไม่มีระบบตรวจสอบตัวตน (KYC) ที่เข้มงวดพอ
สหรัฐฯ ตรวจพบว่า Huione ฟอกเงินไปแล้วอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2021-2025 เงินเหล่านี้มาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาค (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา) ที่กักขังและบังคับใช้แรงงานทาสเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก
มีรายงานว่าผู้บริหารของ Huione Pay บางราย เช่น นายฮุน โต (Hun To) มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลผู้ปกครองกัมพูชา ในฐานะหลานของนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา แม้ตัวบุคคลบางรายอาจยังไม่ถูกคว่ำบาตรโดยตรง แต่ชื่อของบริษัทก็ถูกแบล็กลิสต์ไปแล้ว
หลังจากมีข่าวการคว่ำบาตร ลูกค้าจำนวนมากตื่นตระหนกและแห่กันไปถอนเงินออกจากบัญชี จนบริษัทต้องประกาศปิดให้บริการชั่วคราวในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
แม้ทาง Huione จะระบุว่าได้ชำระเงินคืนให้เจ้าหนี้และลูกค้าครบถ้วนแล้ว แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาก็ได้ตัดสินใจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตอย่างเป็นทางการเพื่อ "ตัดวงจร" และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ส่วน H-Pay (หรือ H-Pay Service Plc.) ในเครือของ Huione Group ถูกธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยระบุว่าบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 NBC ได้แต่งตั้งบริษัทผู้ชำระบัญชี เพื่อเข้ามาจัดการสินทรัพย์และตรวจสอบสิทธิการคืนเงินให้แก่เจ้าหนี้และลูกค้า
นอกจากนี้ H-Pay ถูกมองว่าเป็นชื่อที่ Rebrand มาจาก Huione Pay เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หลังจากที่ Huione Pay ถูกถอนใบอนุญาตธนาคารไปก่อนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 และถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตร
ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 H-Pay ได้ประกาศระงับการถอนเงินชั่วคราวและจำกัดวงเงินการถอน เนื่องจากมีลูกค้าแห่กันไปถอนเงินจำนวนมากที่สำนักงานใหญ่ในกรุงพนมเปญ แม้จะพยายามกลับมาเปิดให้บริการแบบจำกัดในช่วงต้นปี 2569 แต่ปัญหาด้านกฎหมายและแรงกดดันจากนานาชาติทำให้ NBC ตัดสินใจสั่งปิดกิจการลงในที่สุด


