xs
xsm
sm
md
lg

ไข่มดแดงพ่นพิษ! กรมอุทยานฯ แจงเหตุจับชาวบ้านรุกป่าศรีน่าน ย้ำช่วงวิกฤตไฟป่าต้องใช้กฎหมายเด็ดขาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมอุทยานฯ แจงเหตุจับชาวบ้านรุกป่าหาไข่มดแดงที่น่าน ย้ำจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังไฟป่าขั้นสูงสุด เผยไฟป่า 1 ครั้งทำลายทั้งสัตว์ป่าและอากาศบริสุทธิ์ แจ้งคุมเข้มลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืน ใครฝ่าฝืนมีประวัติอาชญากรรมติดตัวแน่นอน

จากกรณี ชุดปฏิบัติการพิเศษอำเภอเวียงสา ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จับกุมนายมนัส ขณะลักลอบเข้าไปในเขตป่าอนุรักษ์ ท้องที่บ้านต้นป่อง จ.น่าน ผู้ต้องหาอ้างว่าเข้ามาหาไข่มดแดง ซึ่งเป็นการ ฝ่าฝืนมาตรการยกระดับของจังหวัดน่าน ที่ห้ามเข้าเขตป่าโดยไม่มีเหตุจำเป็น และมีความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 20 เจ้าหน้าที่ส่งตัวดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยมีโทษปรับสูงสุดถึงหลักแสนบาท หรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ

ล่าสุด วันนี้ (24 เม.ย.) เพจ "กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ออกมาชี้แจงเหตุจับกุมคนหาของป่า โดยได้ให้เหตุจับกุมคนหาของป่าว่า เป็นการบังคับใช้กฎหมายช่วงนี้เป็น มาตรการเฝ้าระวังไฟป่าขั้นสูงสุด (ก.พ.-เม.ย.) ซึ่งมีการประกาศ "ปิดป่าอนุรักษ์ทุกแห่ง" ใน จ.น่าน ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดจุดความร้อน (Hotspots) แม้ปกติจะมีนโยบายผ่อนปรนให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าได้ก็ตาม ทั้งนี้ทางเพจได้ระบุข้อความว่า

"​จากกรณีการจับกุมราษฎรลักลอบเข้าไปหาของป่าในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการยกระดับการเฝ้าระวังไฟป่าขั้นสูงสุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมและลดความสูญเสียในทุกมิติ

​ทางกรมอุทยานฯ ขอเรียนว่า ในสภาวะปกติกรมฯ มีนโยบายผ่อนปรนและส่งเสริมให้ชุมชนรอบป่าสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูลตามระเบียบ แต่เนื่องจากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี เป็นช่วง "วิกฤตไฟป่า" ที่มีความเสี่ยงสูง จังหวัดน่านจึงได้มีประกาศ ปิดป่าอนุรักษ์ทุกแห่ง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดจุดความร้อน (Hotspots) ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางเครือข่ายผู้นำชุมชนและหอกระจายข่าวอย่างต่อเนื่อง
​สำหรับการยกระดับมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากไฟป่าเพียงครั้งเดียวสร้างความเสียหายมหาศาลใน 3 ด้านหลักๆ ดังนี้​ ด้านแรกด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ไฟป่าทำลายความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง ต้นไม้ขนาดเล็กและกล้าไม้ที่เป็นอนาคตของผืนป่าถูกเผาทำลาย สัตว์ป่าจำนวนมากต้องล้มตายหรือสูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมต้องใช้เวลานับสิบปี​

ด้านที่​ 2 ด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชน วิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานจากการเผาไหม้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ประชาชนจำนวนมากต้องเจ็บป่วยและสูญเสียคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และด้านที่​ 3 เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไฟป่าไม่ได้ทำลายเพียงป่าไม้ แต่ยัง "ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจ" ทั้งในภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซาลงจากปัญหาหมอกควัน ภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากที่ต้องนำมาใช้ในการระดมกำลังดับไฟและฟื้นฟูความเสียหาย แทนที่จะได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นให้กับพี่น้องประชาชน

​แม้ผู้กระทำผิดจะอ้างว่าเข้าไปเพียงเพื่อหาของป่าเล็กน้อย แต่จากข้อมูลสถิติพบว่า การลักลอบเข้าพื้นที่ในช่วงนี้ มักมีการใช้ไฟหรือทิ้งเชื้อไฟโดยไม่ตั้งใจ จนนำไปสู่การลุกลามใหญ่โต เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 20 อย่างเคร่งครัด

​กรมอุทยานฯ ขอยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของการจับกุมไม่ใช่การสร้างความลำบากแก่ประชาชน แต่เป็นการหยุดยั้งความเสียหายที่จะกระทบต่อคนนับแสน จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนงดเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในช่วงประกาศปิดป่านี้ เพื่อรักษาลมหายใจและผืนป่าให้คงอยู่สืบไป

​ทั้งนี้ หากพบเห็นไฟป่าหรือการกระทำผิด แจ้งได้ที่ สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง"