เปิดเหตุผล อดีตอธิบดีกรมโรงงาน ... ทำไม ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าต่อกับ พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมาย PRTR ที่ค้างเติ่งหลัง “ยุบสภา”
รายงานพิเศษ
12 พฤษภาคม 2569 จะครบกำหนด 60 วันหลังจากเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม เป็นการครบกำหนดวันที่คณะรัฐมนตรี ต้องยืนยันว่า จะนำร่างกฎหมายฉบับใดบ้างที่ค้างอยู่ในวาระการพิจารณาของรัฐสภาชุดก่อนหน้าที่ยุบสภา กลับมาพิจารณาต่อเนื่องจากวาระเดิมไปต่อได้เลย
11 เมษายน 2569 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จำนำเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่จากสภาชุดก่อนทั้งหมด 24 ฉบับ ...
แต่ในทั้ง 24 ฉบับ “ไม่มี” รายชื่อของร่างกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการจัดการปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมรวมอยู่ด้วย ทั้งร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ที่จะทำให้หน่วยงานรัฐจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรมได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก และร่างกฎหมาย PRTR หรือ กฎหมายที่จะบังคับให้ต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ
ท่ามกลางปัญหาการปนเปื้อนของมลพิษอย่างรุนแรงที่รุมเร้าประเทศไทย ท่ามกลางปัญหาที่กลุ่มทุนสีเทาและการคอร์รัปชันมีบทบาทอย่างมากกับเรื่องนี้ ... ทั้งที่สาระสำคัญของร่างกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญหากประเทศไทยหวังจะเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD ในกำหนดปี 2573
จุลพงษ์ ทวีศรี คือ อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ซึ่งใช้เวลาในระหว่างดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2567 – 2568 เดินหน้าแก้ไขและจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มโรงงานรีไซเคิลและโรงงานรับบำบัดของเสียที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับผู้ประกอบการชาวไทยที่ทำผิดกฎหมายมานานแล้วหรือจากกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาสร้างปัญหาจนประเทศไทยถูกมองเป็นถังขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก
อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยืนยันไว้จนถึงขณะนี้ว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากวงจรนี้ และเพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์การเป็นประเทศสมาชิกกลุ่ม OECD ก็จำเป็นต้องทบทวนกฎหมาย โดยต้องมีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) และต้องแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ใน 3 ประเด็น ทันที
*****
“ก่อนที่ผมจะเกษียณไป (30 กันยายน 2568) ผมได้คุยกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไว้ว่า ขอแก้ไข 3 ประเด็นที่จำเป็นใน พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจัดการกับโรงงานที่กระทำความผิดได้”
อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบาย 3 ประเด็นใหญ่ ที่ได้เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งค้างอยู่ในวาระการพิจารณาของรัฐสภาก่อนจะยุบสภาไป คือ ต้องขยายอายุความในการดำเนินคดีกับโรงงานที่กระทำความผิด ... ต้องทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังมีอำนาจดำเนินการกับโรงงานที่ถูกสั่งปิดแต่ยังสร้างผลกระทบ ... และต้องมีกองทุนมาหยุดยั้งการแพร่กระจายของมลพิษเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนทันที
ประเด็นที่ 1 ... ขอเพิ่มโทษจำคุกกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เพื่อขยายอายุความ
กฎหมายโรงงานที่ใช้อยู่ มีบทลงโทษโรงงานที่ทำให้เกิดมลพิษอยู่ที่มาตรา 8 ซึ่งการปล่อยมลพิษมีโทษเพียงปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และไม่มีโทษจำคุก ทำให้มีอายุความในการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีเพียง 1 ปี และโรงงานเพียงแค่เสียค่าปรับก็กลับมาเปิดได้แล้ว ดังนั้นจึงต้องขอแก้มาตรา 8 ให้มีโทษจำคุกด้วย 1 ปี ซึ่งการมีโทษจำคุก 1 ปี จะช่วยให้คดีมีอายุความขยายออกไปเป็น 10 ปี
“การที่เราขอเพิ่มโทษจำคุก ไม่ได้มาจากความต้องการนำเจ้าของโรงงานไปติดคุก แต่มันจะช่วยเพิ่มอายุความจาก 1 ปี ไปเป็น 10 ปี ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาทำงานในขั้นตอนการดำเนินคดีมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการมีอายุความเพียง 1 ปี ทำให้คดีส่วนใหญ่หมดอายุความไปตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ... เราก็ไม่สามารถทำตามหลักการ ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ... และการปล่อยให้เขารอดไปได้ ลงโทษคนผิดไม่ได้ ก็จะทำให้โรงงานที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผู้เสียประโยชน์เพราะมีต้นทุนสูงกว่ามาก”
ประเด็นที่ 2 ... แก้ไขให้กรมโรงงานฯยังมีอำนาจดำเนินการกับโรงงานที่ถูกสั่งปิด
ปัญหาที่ผ่านมา คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบโรงงานกระทำความผิด เช่น ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม กลับมีช่องว่างที่ทำให้อำนาจหน้าที่ของกรมโรงงานฯหมดไปทันที เมื่อเอกชนแจ้งขอเลิกประกอบกิจการโรงงาน หรือแม้แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน ทำให้กรมโรงงานฯไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา อดีตอธิบดีกรมโรงงานฯ แจ้งว่า ได้แก้ไขในส่วนที่โรงงายนขอเลิกกิจการเองไปแล้วว่าจะยังอยู่ในอำนาจของกรมโรงงานฯ แต่ในกรณีที่โรงงานพ้นสถาพไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ จะต้องไปแก้ไขในกฎหมาย
“ที่ผ่านมา มีหลายโรงงานใช้วิธีเพิกเฉยต่อคำสั่งตามมาตรา 37 เมื่อเจ้าหน้าที่เราสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้ถูกต้อง และเมื่อเขาไม่ทำตาม ก็ต้องมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ทำให้พ้นจากสภาพโรงงาน และมีผลต่อเนื่องให้พ้นจากอำนาจหน้าที่ที่กรมโรงงานจะไปดำเนินการต่อได้อีก จึงต้องขอแก้ไขว่า ถ้าโรงงานถูกสั่งปิดแล้ว แต่ผู้รับอนุญาตยังก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ ต้องให้โรงงานยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาต เพื่อกฎหมายโรงงานมีสภาพบังคับใช้ต่อไป”
“ถ้าไม่แก้ไขข้อนี้ ยังมีปัญหาตามมาด้วยว่า เดิมเมื่อหลุดจากกฎหมายโรงงานไปแล้ว ก็ต้องไปใช้กฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งต้องไปไล่เอาผิดกับเจ้าของที่ดิน ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของที่ดิน คือ ธนาคาร หรือ คนธรรมดาที่โรงงานมาหลอกขอเช่าที่ โดยไม่รู้ว่านำไปใช้เพื่อทิ้งหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม ทำให้ยากที่จะดำเนินการ”
ประเด็นที่ 3 ... แก้ไขเพื่อนำเงินจากโรงงานมาตั้งกองทุนหยุดยั้งมลพิษและเยียวยาประชาชน
แม้จะมีหลัก “ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” แต่หลายกรณีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีของโรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล ,โรงงาน วิน โพรเสส ,โรงงานเอกอุทัย ซึ่งประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและหน่วยงานรัฐได้ดำเนินคดีกับโรงงานผู้ก่อมลพิษและชนะคดีทุกกรณี แต่กลับไม่มีกรณีไหนเลยที่สามารถบังคับคดีให้ผู้ก่อมลพิษมาแสดงความรับผิดชอบได้ เพียงแค่ฝ่ายโรงงานไม่เหลือเงินไว้ในบัญชีหรือแจ้งล้มละลาย ไม่ว่าจะเป็นค่าชดเชยเยียวยาที่ศาลสั่งให้จ่ายให้ชาวบ้าน ค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ไม่มีเงินมาดำเนินการนำของเสียที่ยังส่งผลกระทบอยู่อย่างต่อเนื่องออกไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
“ในการเสนอแก้ไขประเด็นนี้ เราได้ไปเจรจากับกรมบัญชีกลางด้วย เพื่อนำเงินค่าธรรมเนียมรายปีที่เก็บจากโรงงานได้ประมาณปีละ 300 ล้านบาท และเงินค่าปรับจากการทำความผิดที่เก็บได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อระงับไม่ให้มลพิษแพร่ขยาย ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และชดเชยเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบก่อน ในกรณีที่ยังบังคับเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษไม่ได้อย่างที่เป็นมาตลอด เพราะปัจจุบันต้องไปขอใช้งบกลางของรัฐบาลมาจัดการปัญหาส่วนนี้ ซึ่งไม่ยุติธรรมที่ต้องนำเงินภาษีประชาชนมาจ่ายแทนโรงงานที่ทำความผิด”
เห็นควรต้องผ่านกฎหมาย PRTR เพื่อยกระดับการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลมลพิษ เป็นเงื่อนไขส่งไทยเข้า OECD
ความก้าวหน้าในการจัดการกับปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และความก้าวหน้าของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้มีหลายกรณีที่สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ก่อมลพิษได้จริง แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอย่างเห็นได้ชัด คือ เมื่อเกิดการปนเปื้อนจากมลพิษจากอุตสาหกรรมขึ้นมาแล้ว ก็ยากที่จะชดเชย ฟื้นฟู เยียวยา หรือแม้แต่นำของเสียไปจัดการให้ถูกต้อง เพราะมีต้นทุนความเสียหายอยู่ในขั้นร้ายแรงมาก ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายโรงงานจึงยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเดินหน้าไปสู่หลักการ “จัดการมลพิษได้ตั้งแต่ต้นทางก่อนที่จะก่อความเสียหาย” ด้วยการเพิ่ม “เครื่องมือใหม่” ขึ้นมาในกลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อม คือ ต้องมีการรายงานข้อมูลการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ ในลักษณะของข้อมูลเปิดต่อสาธารณะ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี “กฎหมาย PRTR” ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลทั้งการครอบครองชนิดของสารมลพิษ ปริมาณที่ครอบครอง มีวิธีการจัดการกับสารเหล่านั้นอย่างไร และเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบด้วย ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เห็นข้อมูลนี้ มีเพียงหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น
“กระทรวงอุตสาหกรรมเรามีกฎหมายให้โรงงานรายงานข้อมูลมลพิษอยู่ก็จริง ทั้งการระบุชนิด ประเภท ปริมาณ แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอเท่ากับการมีกฎหมาย PRTR ดังนั้น เราต้องยอมรับว่า แนวทางที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินต่อไปในการจัดการมลพิษ ก็คือ ไทยต้องมีกฎหมาย PRTR เพราะเราวางเป้าไว้แล้วว่าจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2573 ซึ่งจะทำให้นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ทางกรมควบคุมมลพิษก็จะเห็นข้อมูลนี้ และเห็นว่า มีโรงงานไหนหรือพื้นที่ไหนเป็นจุดเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดการแพร่กระจายหรือการปนเปื้อน รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษยังจะต้องเปิดเผยข้อมูลนี้สู่สาธารณะตามหลักของ PRTR ซึ่งจะทำให้ประชาชน หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเห็นข้อมูลนี้ก่อนจะเกิดปัญหาแบบที่ผ่านมาด้วย” .... อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทิ้งท้ายถึงความจำเป็นที่รัฐบาลชุดใหม่ ควรเสนอนำร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภา


