รายงานพิเศษ
การสรุป “สาเหตุการตาย” คือ “ข้อมูล” สำคัญที่จะนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติของมนุษย์
ผู้เสียชีวิต หมดลมหายใจจากอุบัติเหตุ ทำร้ายตัวเอง หรือ ฆาตกรรม ส่วนใหญ่จะมีที่มาจากข้อมูลที่ได้รับผ่านการชันสูตรพลิกศพโดยแพทย์นิติเวช
... แต่ถ้าเป็น “คดีสิ่งแวดล้อม” .... ใคร จะเป็นผู้ยืนยันตัว “ผู้ก่อมลพิษ”
****
หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” เป็นหลักการที่ดี และเป็นหลักสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษหรือแม้แต่หน่วยงานรัฐ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการจัดการที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้มีมลพิษรั่วไหลไปปนเปื้อนไปสร้างผลกระทบต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ... แต่หากมองผ่านแง่มุมทางกฎหมาย หลักการนี้ ก็อาจนำมาซึ่ง “ปัญหา” เช่นกัน
ปัญหาที่ว่า คือ “ต้องพิสูจน์ให้ได้โดยสิ้นสงสัยว่า ใคร เป็นผู้ก่อมลพิษ” ที่แท้จริง จึงจะสามารถเรียกร้องความรับผิดชอบได้
*****
สวนยางพาราที่อยู่ติดกับโรงงานซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ได้รับคำตอบว่า สาเหตุที่ยางพารากว่า 30 ไร่ของเขายืนต้นตายในเวลาไม่กี่ปี อาจเป็นเพราะที่ดินบริเวณนั้นมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ก่อนแล้ว
ชาวบ้านนับร้อยคนในหมู่บ้านเดียวกันฟ้องร้องต่อเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชุมชนเพราะมีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจคล้ายกัน ได้รับคำตอบว่า พิสูจน์ไม่ได้ว่า อาการเจ็บป่วยมาจากการประกอบการของเหมืองแห่งนี้
นี่เป็นคำตอบซ้ำ ๆ ที่วนเวียนมายาวนานหลายสิบปีในประวัติศาสตร์การต่อสู้คดีสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปล่อยมลพิษในประเทศไทย .... ปัญหานั้นคือ การระบุที่มาของแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างชัดเจนเพื่อนำไปใช้เป็น “หลักฐานสำคัญ” ในชั้นศาล มักจะทำได้ยากในทางปฏิบัติ และแน่นอนว่า ทั้งหน่วยงานรัฐที่เป็นโจทย์ในคดีและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็ยากที่จะบังคับให้ “โรงงาน” ไปตกอยู่ในสถานะของ “ผู้ก่อมลพิษ” ได้อย่างแท้จริง และนั่นทำให้ “ไม่เกิดความรับผิดชอบ” ตามมา
แต่ ... ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ... มี 2 เหตุการณ์สำคัญ ที่ทำให้สังคมไทยได้รับรู้ว่า .... มีหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง สามารถทำหน้าที่ค้นหา “หลักฐาน” ที่จะสืบไปถึงตัว “ผู้ก่อมลพิษ” ได้อย่างชัดเจน
นั่นคือ “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” ... ด้วยวิธีที่เรียกว่า “นิติอุทกวิทยา” หรือ “นิติวิทยาศาสตร์น้ำบาดาล”
********
เคส ... อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จ.ฉะเชิงเทรา ... ใช้ “ฐานลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำ” ระบุตัวผู้ก่อมลพิษ
“อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ขนาด 1.9 ล้านลูกบาศก์เมตร จะต้องมีสารพิษปริมาณมากมายขนาดไหนถูกทิ้งลงมา จึงจะทำให้ค่า PH (ค่าความเป็นกรด-ด่าง) ของน้ำทั้งอ่างมีค่าตกลงมาอยู่แค่ 3 ได้ (เป็นกรดสูง) มันต้องเป็นสารพิษที่มีปริมาณมโหฬารมาก”
ทีมตรวจสอบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน นำโดย ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นทีมที่ค้นพบ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ที่สำคัญมาก จากการเข้าตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำในอ่างเก็บเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อข้อมูลที่ตรวจพบสามารถยืนยันได้ว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนปริมาณมหาศาลในอ่างเก็บน้ำมาจากโรงงานที่มีชื่อว่า บริษัท ทีเอชเอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด
“ความยากของน้ำบาดาล คือ เป็นทรัพยากรที่เรามองไม่เห็นทันที บอกไม่ได้ทันทีเลยว่ามันเหม็น มันเสีย ... และถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีบ่อบาดาลของชาวบ้านอยู่แล้ว เราก็จะยิ่งมีข้อมูลจากภาคสนามที่ค่อนข้างจำกัด”
ในกรณีการตรวจสอบอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 ดร.มนัสวี อธิบายว่า มีขั้นตอนการตรวจสอบที่ค่อนข้างซับซ้อนมาก ตั้งแต่การใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไป ใช้การเจาะสำรวจ ต้องศึกษาชั้นดิน ชั้นหิน เพื่อทำแผนที่ชั้นน้ำใต้ดิน ต้องเก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่โดยการตรวจวัดทั้งในสนามและส่งเข้าห้องแลป และต้องติดตั้งบ่อสังเกตการณ์เพื่อเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมมากถึง 40 กว่าจุด เพื่อให้สามารถบอกแหล่งที่มาของมลพิษได้อย่างชัดเจนเมื่อต้องไปสู้คดีในชั้นศาล เพราะถ้ามีตัวอย่างน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการต่อสู่คดี
ผลการตรวจสอบโดยใช้ทั้งข้อมูลทางเคมีและข้อมูลการไหลของน้ำใต้ดินมาผนวกกัน ทำให้ทีมสำรวจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สามารถสรุปได้ว่า การปนเปื้อนในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 เกิดจากการปล่อยสารเคมีลงสู่ชั้นใต้ดินจากบริษัท ทีเอชเอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่บนที่สูงเหนืออ่างเก็บน้ำละสารเคมีที่ปล่อยออกมารั่วซึมไหลต่อมาถึงอ่างเก็บน้ำ
“ข้อมูลที่สำคัญมาก มาจากการทำสิ่งที่เราเรียกว่า Chemical Fingerprint หรือ ฐานลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำ ... เพื่อหาว่า แหล่งน้ำที่ปนเปื้อนมีฐานข้อมูลทางเคมีไปตรงกับสารเคมีที่พบจากโรงงานไหนได้บ้าง อย่างเคสนี้ ข้อมูลที่พบตรงกันคือ ค่า PH = 3 และมีสารเคมีชนิดเดียวกัน คือ เหล็ก แมงกานีส ทองแดง และสังกะสี .... เป็นหลักฐานที่ใช้ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลได้เลย แต่เราต้องอธิบายด้วยว่า การเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดินใช้เวลายาวนานกว่าการเคลื่อนที่ของน้ำผิวดินมาก ดังนั้นสารพิษที่เราเจอในวันนี้อาจถูกปล่อยมาตั้งแต่หลายปีที่แล้วก็ได้”
“การพิสูจน์ในศาล เราจึงต้องพยายามอธิบายให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเข้าใจ ทั้งทำคลิปอธิบาย ทำแบบจำลองการปนเปื้อนย้อนหลังไปนับ 10 ปี และต่อไปในอนาคต ทำแบบจำลอง 3 มิติ ซึ่งในที่สุดศาลก็มีคำพิพากษาให้บริษัทต้องชดใช้เป็นเงิน 1,700 ล้านบาท และทาง DSI รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินตดีอาญาต่อไป” ดร. มนัสวี อธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้ทั้งในขั้นการตรวจสอบ และการนำไปต่อสู้คดี
******
วิน โพรเสส จ.ระยอง ... สารเคมีทุกชนิด ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว
15 กรกฎาคม 2567 เป็นครั้งแรกที่ ดร.มนัสวี ได้เปิดเผยผลตรวจการปนเปื้อนของสารอันตรายต่าง ๆ ในน้ำบาดาลที่ชุมชนหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยนำเสนอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดจากการขุดเจาะน้ำบาดาลทั่วบริเวณ ต.บางบุตร ท่ามกลางผู้ฟังที่ทีทั้งชาวหนองพะวา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากพื้นที่อื่น ๆ หลายจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการที่เกี่ยวของทุกหน่วยทั้งใน จ.ระยอง และเจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนกลาง รวมถึงสื่อมวลชนอีกหลายสำนัก ซึ่งการอธิบายด้วยข้อมูลประจักษ์เชิงวิทยาศาสตร์ในวันนั้น ทำให้มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การปนเปื้อนของแหล่งน้ำและน้ำบาดาลที่ชุมชนหนองพะวา มีต้นเหตุมาจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมของโรงงาน วิน โพรเสสอย่างแน่นอน
รายชื่อสารเคมีอันตรายมากกว่า 10 ชนิด ที่ ดร.มนัสวี เปิดเผยว่าตรวจสอบในชั้นน้ำบาดาลจากการขุดเจาะภายในโรงงานวินโพรเสส ตรงกับสารเคมีหลายชนิดที่ตรวจพบในแหล่งน้ำใต้ดินบนที่ดินของชาวบ้านซึ่งอยู่ในทิศทางการไหลของแหล่งน้ำใต้ดินที่ผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน เมื่อรวมกับผลการวัดค่าความเป็นกรดด่างและปริมาณที่พบในหลายจุดซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทั้งสิ้น ทำให้มีข้อมูลเป็นหลักฐานสำคัญว่า “วิน โพรเสส” คือ “ผู้ก่อมลพิษ” ที่ชุมชนหนองพะวา
แม้ว่าในคดีนี้ ข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะไม่ได้ถูกนำไปใช้ในชั้นศาลในท้ายที่สุด แต่การเปิดเผยข้อมูลโดยไร้ข้อโต้แย้งต่อสาธารณชน ก็ทำให้ “วิน โพรเสส” ชิงยอมรับสารภาพไปก่อน และศาลมีคำพิพากษาให้โรงงานต้องชดใช้ให้ชาวบ้านรวมกว่า 20 ล้านบาท ต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเป็นเงินรวม 1,700 ล้านบาท
“น้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดที่เรานำมาใช้ได้ ... ถ้าดูผลการตรวจน้ำผิวดิน จะพบว่า ประเทศไทยมีแหล่งน้ำจืดที่อยู่ในเกณฑ์ดีและดีมาก เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำที่มีอยู่ และมีแหล่งน้ำที่อยู่ในระดับเสื่อมโทรมมากขึ้นทุกปี ดังนั้นเรายิ่งต้องมาให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของน้ำบาดาล”
โดยในช่วงหลังเกิดเหตุไฟไหม้โรงงาน วิน โพรเสส เมื่อ 22 เมษายน 2567 ดร.มนัสวี ยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่พยายามใช้ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์น้ำบาดาล ออกมาคัดค้านการขุดดินจากที่ดินของนายเทียบ สมานมิตร ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานมาทำเป็นคันดินป้องกันการไหลของน้ำจากบ่อในโรงงานมาสู่ชุมชน โดยเธอยืนยันว่า หากขุดดินจากที่ดินดังกล่าวมาทำคันกั้นน้ำ จะทำให้การปนเปื้อนรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าและยากที่จะหยุดยั้งได้ เพราะมีผลตรวจที่ชัดเจนว่า น้ำใต้ดินในบริเวณที่จะขุดขึ้นมาเป็นจุดที่มีการปนเปื้อนอยู่ในระดับร้ายแรง
แม้ว่าในช่วงตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากในฐานะ “นิติอุทกวิทยา” เป็นเสมือน “แพทย์นิติเวชในการค้นหาตัวผู้ก่อมลพิษ” ซึ่งสามารถช่วยแก้ไขจุดอ่อนใหญ่ดั้งเดิมที่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อมลพิษได้ แต่ทุกฝ่ายก็ยังเห็นปัญหาใหญ่ตรงกันว่า การเข้าพื้นที่มาทำภารกิจนี้ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยังต้องเข้ามาโดยผ่านการประสานงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม หรือได้รับการประสานจากหน่วยงานรัฐอื่นที่เป็นผู้เสียหายจากการปนเปื้อนโดยตรงเท่านั้น เพราะกรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะสามารถเข้ามาตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดินได้เอง
“ปัญหาสำคัญที่สุด คือ เราไม่มีอำนาจในการเข้าพื้นที่ปนเปื้อน เพราะเรามีแค่อำนาจตาม พ.ร.บ.น้ำบาดาล 2520 ซึ่งในช่วงที่กฎหมายถูกร่างขึ้นมา ประเทศไทยยังไม่เคยพบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน กฎหมายจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำภารกิจตรวจสอบการปนเปื้อน .... ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการในการปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไป คือ อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกสงสัยว่ามีความเสี่ยงจะเกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน แม้ว่าในปัจจุบันทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะมีมาตรการให้โรงงานต้องติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดินอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ การเข้าไม่ถึงข้อมูลจากบ่อสังเกตการณ์เหล่านั้น แต่ถ้าเราเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ เราก็อาจจะหยุดยั้งการปนเปื้อนได้ตั้งแต่ในช่วงที่ความเสียหายยังไม่มากนัก” ดร.มนัสวี ฝากข้อความทิ้งท้าย


