xs
xsm
sm
md
lg

ก๊อปไม่ก๊อป? เปิดโพสต์เดือดแฉบทซีรีส์ประวัติศาสตร์ "ลอกข้อสอบ" ใช้คำเฉพาะนิยายดัง ทั้งที่ไม่มีในพงศาวดาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ก๊อปไม่ก๊อปดูที่คำผิด!" โลกโซเชียลแห่แชร์โพสต์แฉซีรีส์ประวัติศาสตร์ส่อเค้าลอกผลงานนิยายดัง ‘อโยธยา เอยาวดี’ หลังพบการใช้คำว่า ‘น้ำปรุง’ ในบทโทรทัศน์ ซึ่งเป็นจินตนาการเฉพาะของผู้แต่งต้นฉบับและขัดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ชี้ชัดเหมือนลอกข้อสอบที่ลอกกระทั่งจุดที่เขียนผิด มัดตัวคนเขียนบทที่อ้างว่าพัฒนาบทเอง

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “onanong rayon charonnkul” ออกมาโพสต์ข้อความ ยกประเด็นสำคัญกรณีดรามาการคัดลอกผลงานระหว่างซีรีส์ประวัติศาสตร์กับนิยาย "อโยธยา เอยาวดี" ของนักวาด Amulin ชี้ความผิดปกติของผู้เขียนบทว่า ผู้เขียนบทซีรีส์อ้างว่าพัฒนาบทเอง แต่กลับใช้คำเฉพาะและสร้างบริบทการใช้ "น้ำปรุง" ที่ตรงกับจินตนาการในนิยายของ Amulin อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวขัดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยุคพระนเรศวร/บุเรงนองอย่างสิ้นเชิง การที่คนเขียนบทใช้คำว่า "น้ำปรุง" และอ้างว่าเป็นเรื่องปกติของเจ้าฟ้าพม่ายุคนั้น คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า "ลอกไอเดีย" มาจากนิยายคู่ขนานของผู้เสียหาย เพราะเป็นข้อมูลที่ผู้แต่งต้นฉบับจินตนาการขึ้นใหม่ ไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ ทางผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า

“เคสของ อโยธยา เอยาวดี : นับเป็นโชคดีของน้องนักวาด Amulin 

เพราะ "น้ำปรุง" เนี่ย... มันเป็นของสืบได้ว่ามาจากไอเดียของน้องเขา

เวลาเราจับคน plagiarism เราไม่ได้จับจากข้อมูลที่ถูกหรอก..
เราจับจากข้อมูลผิด.. เหมือนลอกข้อสอบนั่นแหละ ถ้าก๊อปมาขนาดส่วนที่เขียนผิด ยังไงมึงก็ลอก...

ถ้าคนอ่านประวัติศาสตร์พม่าจริงๆ เล่มอื่น นอกจากของ วันวลิต แล้วดูบริบท เมืองพะโค สมัยนั้นมันน่าจะใช้คำว่า "หย่ำม่านเย" (Yandaman-yay) (Rose Water) หรือ "น่ำท่า" (Nantha) ใช้แทนคำว่า "น้ำปรุง"

 * น้ำปรุง เป็นคำ "ไทย" และเริ่มใช้สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๕) ต่อให้เลี่ยงไปใช้ "น้ำปรุง" แทน "น้ำปรุงกุหลาบมอญ" ก็ไม่รอดหรอก...

ก็บอกแล้วคำพูด ไวรัล gimmick ที่ดีมันทิ้งรอยเอาไว้ในระดับความจำอัตโนมัติ ส่วนตัวแล้ว ฉันก็รอทาง "ผู้เขียนบท" เปิดมาเรื่อง "น้ำปรุง" นี่แหละ จะได้ชัดเจนกันไป

เคสของ Amulin เพราะมีเขียนว่าเป็น โลกคู่ขนาน ก็แปะได้ (แต่ถ้ามันจบแล้ว ทางนี้ก็ยังอยากให้มี footmark ไว้หน่อยหลังจบ เรื่องข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของ "น้ำปรุง")

กระทั่งคนเขียนบทซีรีส์เอาไปใช้แบบไม่รู้ตัว จนกระทั่งออกมาในคำแถลงการณ์ของตัวเองว่า

"มังจีชวาใช้น้ำปรุงที่เป็นปกติของเจ้าฟ้าสมัยนั้น"

คำนี้... คำเดียวจบ...

ถ้าอ่านลิลิตตะเลงพ่าย ไม่มีเอ่ยถึงน้ำปรุงและหากค้นคว้าเองจริงๆ คำว่า น้ำปรุง คือ เรื่อง "ปกติของเจ้าฟ้าสมัยนั้น" จะไม่หลุดออกมา

เพราะในราชสำนักเมืองพะโคจริงๆ คำว่า "น่ำท่า" (Nantha) จะโดนใช้เรียกแทนคำว่า "น้ำปรุง"

เมือง "พะโค" ยุคนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า "การอบร่ำ" โดยราชสำนักตองอูนิยมใช้การ "รมควันหอม" (คล้ายการอบร่ำไทยแต่ใช้ยางไม้) โดยเฉพาะในผ้าไหมหรูหราที่นำเข้าจากจีนและอินเดีย ในราชสำนักของพม่า ช่วงนั้นมีการใช้ "ทานาคาฝน" ประทินผิว แต่ไม่ใช่ "น้ำปรุง"

"น้ำปรุง" ใช้ใน "การสรงมุรธาภิเษก" เป็นราชพิธีสำคัญ (จากบันทึกของ Cesare Fedrici) ในลิลิตตะเลงพ่าย "สรงน้ำและประทินพระสุคนธ์" จะโดนใช้ยาม "ออกศึก" ไม่ใช่ใช้เป็น "ปกติของเจ้าฟ้าสมัยนั้น" ดังอ้าง

ไม่ก็ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาตามธรรมเนียมสำคัญ คือการนำเครื่องหอมไปถวายที่เจดีย์ชเวมอดอ อันนั้นใช้จริง มีเขียนอยู่ในเอกสารบันทึกฝ่ายพม่า (ที่เขียนโดยฝรั่ง...เช่นเดิม)

ไม่นับว่าเป็นความจริงที่คนยุคนั้นมี "กลิ่นชนชั้นสูง" ที่ห้ามคนสามัญชนใช้ คือกลิ่น Ambergris... หรือกลิ่น Musk (ชะมดเช็ด) แต่เรื่องนี้ถ้าคิดจะ stalker เจ้าน้องจริงๆ คนแบบไหนเหรอที่ใส่ Nantha (ที่ซึ่งมักใช้ในพิธี ศาสนา รับแขกบ้านแขกเมือง) แล้วเดินตามพระนเรศ ให้เขาจับได้ แล้วนักเขียนบทบอก "ใช้เป็นปกติ"

ปล. ถ้าอ่านเอกสารประวัติศาสตร์จริงๆ จะรู้ว่าในยุคสมัยของบาเยงนอง หรือบุเรงนอง บันทึกฝรั่งเรียก "หงสาวดี" ว่า Pegu, Bago = พะโค หรือ หงสา (สั้นๆ)

คำว่า "หงสาวดี" เริ่มใช้ตอนประมาณช่วงพุทธศตวรรษที่ ค.ศ. 1369 หงสาวดี (Hanthawaddy) โดนใช้แทนพะโค (แต่คนไทย น่าจะเรียกปนๆ กัน หงศา พะโค ฝรั่งเรียก Bago)

เรื่องราวของพระนเรศแท้จริงแล้วเกิดช่วง พ.ศ. 2133-25 เมษายน พ.ศ. 2148 (ค.ศ. 1590-1605)

* ลิลิตตะเลงพ่าย ก็แต่งในช่วงรัชกาลที่ ๓ ก็ยุคที่เป็นเรื่องราวของนางนพมาศโดน "แต่ง" อีกนั่นแหละ ไม่มีวี่แววใดๆ ที่จะมีคำว่า "น้ำปรุง" ในนั้นเลย

นักเขียนบทพัฒนาบทเองแบบใด.. ? ไหนก็ให้ทางผู้วาดเลือกแล้ว เขาถอนลิขสิทธิ์ตามเอกสาร แต่ฟากตัวนักเขียนบทเอง กลับพัฒนาจนมาใช้คำว่า "น้ำปรุง" ซ้ำกับต้นฉบับของ เอยาวดีฯ ?"